จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

~~%~@ ดีส อีส อะ บล็อก @~%~~
อยากให้รอบๆตัวมีแต่ความรัก เมตตา อบอุ่น ไม่เบียดเบียน ไม่แก่งแย่ง ชิงดี อยากให้ทุกๆคนมีจิตใจที่สงบ ร่มเย็น...

06/02/2010 GMT 7

วันนี้หยุด....

noop @ 23:05

.....เราชักเริ่มรู้สึกมีความสุขกับห้องสมุดแฮะ งานที่ต้องยืมหนังสือมาค้นข้อมูลชิ้นนั้นน่ะทำเสร็จส่งไปแล้ว วันที่เราเอาหนังสือไปคืน พอจะเดินกลับ นึกไงไม่รู้ เดินเข้าไปใหม่ เสิร์ชคอมพ์ นึกว่าจะหาหนังสืออะไรดีนะที่คิดว่าอยากจะอ่าน นึกอะไรไม่ได้นอกจากหนังสือแนวธรรมะ อืม เราคงใกล้วัยทองแล้วมั้ง เราเลือกเสิร์ชจากชื่อผู้แต่ง พิมพ์ลงไป "พระไพศาล วิสาโล" ขึ้น List มาเพียบ เลือกมา 6 แปลกที่ว่าแต่ละเล่มมาจากคนละสำนักพิมพ์แต่ขนาดของเล่มเท่ากันหมดเลย ถือง่าย สะดวกมือมาก จะบอกชื่อสักสองสามเล่มนะ เล่มแรก "ท้อแค่ไหน ต้องไม่อ่อนแอ.." อีกเล่มนึง "ทุกข์เพียงใด..ต้องไม่ยอมแพ้" คือมันเป็นเซ็ทน่ะ สำหรับเล่มสองเนี่ย เคยอ่านมาครั้งนึงแล้ว ที่คลินิกทำฟัน ตอนนั่งรอหมออ่ะ จำหน้าปกได้ ได้อ่านอีกก็ชอบมาก ยกตัวอย่างหน้า 92 ท่านเขียนไว้ว่า

"ไม่มีที่ปลดปล่อยเราจากความทุกข์เพราะถูกทำร้ายได้ดีไปกว่าการให้อภัย
การให้อภัยจะช่วยให้เราเป็นอิสระจากกรงขังที่เราสร้างขึ้นไว้เอง
อันได้แก่กรงขังแห่งความเคียดแค้นพยาบาท
ต่อเมื่อสลัดความเคียดแค้นออกไป
อิสระภาพจึงจะบังเกิดขึ้น..."

.....ส่วนเล่มอื่นๆก็ "คืนความสุขให้ชีวิต" "ธรรมสว่างจิต" ฯลฯ ก็คงต้องหาเวลาอ่านให้ได้ เพราะมีเวลาไม่กี่วันต้องเอาไปคืน ลืมเล่าให้ฟังว่า ปกติเราไม่ค่อยดูที.วี.นะ ไม่ค่อยชอบ ถ้าจะดูหนังก็เปิดกับโน๊ตบุ๊ค แต่หลังๆรู้สึกเกรงใจมันมาก เพราะเครื่องมันร้อนน่าดู เราเลยตัดสินใจ ซื้อที.วีกับเครื่องเล่น DVD มาไว้ในห้อง เรื่องจริงเลยนะ เราไม่เคยมี DVD มาก่อนเลย เนี่ยเพิ่งจะคิดซื้อ เราก็ยกเองจากรถขึ้นมาไว้ชั้นสองในห้องนอน ตอนขึ้นบันไดลำบากมาก ที.วีแค่ 21 นิ้ว แต่กล่องลังกระดาษที่ใส่ที.วีมันค่อนข้างใหญ่ หนักมากด้วยสำหรับเรา เชื่อมั้ยว่ากว่าจะยกมาถึงห้อง ขอบกล่องมันก็ขูดกับแขนเราจนเป็นแผลถลอกทั้งสองข้างเลย อืม ช่างมัน หลังจากนั้นเราก็ย้ายของจากตู้กระจกที่มีไว้วางพวก ที.วี กับเครื่องเสียง แต่เราเอามาใส่หนังสือกับพวกของสะสมต่างๆอ่ะ นั่นแหละต้องย้ายของออกหมด เพื่อให้ตู้มันได้ทำหน้าที่จริงๆของมันซะที ก็เอาที.วี.วางข้างบน DVD วางข้างๆ ส่วนในตู้กระจก เราก็ไปเอาแอมป์กับลำโพงชุดเก่าที่เราซื้อเมื่อสิบปีที่แล้ว และไม่ได้ใช้เลยอ่ะ (ฝุ่นเพียบ) ก็ไปยกมันมาเช็ด ทำความสะอาด แล้วก็ต่อแอมป์เข้ากับDVD แล้วค่อยพ่วงDVD ไป ที.วี อีกทีนึง แค่นี้ก็เป็น โฮมเธียเตอร์แล้ว อิอิ ประหยัดดี พอต่อสายต่างๆเสร็จ ก็หยิบแผ่นหนังมาลองดู รู้มั้ยว่าเราลองเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก อิอิ การ์ตูนเรื่องซินเดอเรลล่า ภาค1 อ่ะ ชอบมาก

.......เราเคยบอกรึยังว่าเราชอบดาราที่ชื่อ เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ ที่เล่นเป็น ELEKTRA น่ะ จะบอกว่าอีกเรื่องที่เราชอบดูคือ ALIAS พยัคฆ์สาวสายลับ หนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีใครไม่โกหกนะ และได้เห็นว่า เมื่อคนเราเจอปัญหาต่าง แต่ละคนจะมีวิธีในการจัดการยังไง ความเครียด การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด การเสียสละ การต้องยอมจำนนกับคำพูดที่เรารู้ว่าเราไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องยอม หลายๆอย่างที่เราได้ดูจากหนังเรื่องนี้ เดี๋ยวไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง ไม่รู้สิ เราชอบบทพูดของตัวละครมากๆเลยด้วย คือมันพูดเหมือนตัวมันเองคิดออกมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าเรารู้สึกว่ามันพูดเพราะคนเขียนบทบังคับความคิดมันอ่ะ

05/02/2010 GMT 7

ตั้งให้หน่อยสิชื่ออ่ะ.....

noop @ 19:50

.....ยังจำกันได้มั้ยเนี่ย คนเขียนบล็อกไง อิอิ หายไปนานพอควร จะบอกว่างานเยอะมาก และเดินทางตลอด ไปเชียงราย ไปพม่ามา (ไม่ใช่มาม่านะ) เรื่องหนุ่มๆก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ความจริงตอนที่หายไปมีเรื่องที่คิดว่าจะเข้ามาคุยหลายเรื่องมาก แต่พอเข้ามาจริงๆก็หมดแรงจะเขียนซะงั้น งานเยอะ เครียดจริงๆนะ มีช่วงนึงหน้าตาโทรมไปเลยอ่ะ เพราะอดนอน ต้องทำงานให้เสร็จ กลับค่ำทุกวัน แหวะ...

.....เราต้องทำงานยากชิ้นนึง ไม่มีข้อมูลในหัวสมองเลย ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เลยต้องไปห้องสมุดยืมหนังสือมาอ่าน แปลกมะ เข้าห้องสมุดแต่ดันยืมหนังสือ อิอิ ที่ถูกต้องยืมสมุดใช่ป่ะ นั่นแหละ ก็เอามาอ่านดูแนวทางแต่ด้วยความที่งานอื่นมันก็เยอะด้วย เราเลยเจอทวงงานเพราะช่วงไปเชียงราย (ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียวนะ เรื่องงานด้วย) ช่วงนั้นเราไม่ได้ทำไอ่งานชิ้นนี้เลย อีกเหตุผลนึงเพราะบริษัทบอกว่าจะส่งข้อมูลสำคัญเข้าเมลเราตั้งแต่ก่อนไป ปรากฎเราก็รอนะ ไม่เห็นจะมีอะไรส่งมาเลย จนกระทั่งไปมาอาทิตย์นึงแล้วกลับมา กทม นี่แหละ เพิ่งจะได้เห็นในเมลว่าส่งมาเมื่อวันสองวันนี่เอง ลำบากสิ ปั่นงานตอนเร่งๆเวลาน้อย เริ่มเครียดแระ

.....แล้วช่วงนั้นมีเรื่องหนุ่มๆเข้ามาด้วย มีคนแนะนำให้รู้จัก เค้าก็ดีกับเราในระดับนึงนะ แต่คนที่แนะนำบอกมาว่า หนุ่มคนนี้ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต แบบไม่ค่อยฮานะ จะล้อเล่นมากๆแบบที่เคยทำกับหนุ่มคนอื่นไม่ได้อ่ะ พอได้คุยกันจริงๆ อืมม คือเค้าเพิ่งเลิกกับแฟน ก็น่าเห็นใจ แต่มันก็เรื่องมากใช้ได้หว่ะ คือไม่รู้มันจะขยันสร้างกำแพงอะไรนักหนา บอกตรงๆว่าแรกๆเราก็พอทน แต่ตอนนี้ชักจะรำคาญไอ่กำแพงบ้านี่แล้ว ทำไมมันไม่หัดทำตัวสบายๆบ้างวะ เราเหนื่อยหน่ายมากเลยขอบอก

........จำตำรวจมุสลิมได้มั้ย จะบอกว่า ถึงเราจะไม่ได้โทรหาเค้าอีกแล้ว แต่ตัวเค้าเองก็ยังโทรหาเราอยู่ เราผิดที่รับสายเค้า เราทำได้เพียงแค่ไม่โทรไปหาเค้าก่อน มีครั้งนึงเราเคยไม่รับสายเค้า ไม่โทรกลับ ผ่านไปอาทิตย์นึงคือผ่านไปแบบเราไม่ค่อยสบายใจ คือเราก็สงสารเค้าอีกน่ะแหละ เพราะเราเคยโดนมาจากตำรวจคนนึงที่อยู่อุบลไง เรารู้ดีว่าความรู้สึกของคนที่โทรไปอย่างมีความหวังแต่ปลายทางกลับไม่ใยดี มันเจ็บปวดมากแค่ไหน เสียหน้า เสียฟอร์ม เสียกำลังใจ เราไม่อยากเป็นคนที่ทำร้ายเค้าแบบเดียวกัน เราเลยส่งข้อความไปขอโทษเค้าสามคำว่า "ขอโทษนะ" และเราก็ตัดใจตั้งแต่นั้น ไม่ส่ง ไม่โทร ไม่ติดต่อเค้าอีกเลย เพราะเราตัดสินใจแล้วว่าจบเสียทีกับความรักที่ผิดทาง ผ่านไปสิบกว่าวัน เค้าไม่โทรมา เราเลยคิดว่านี่แหละถูกต้องแล้ว มันจบแล้ว ถึงเราจะรัก แต่เราก็ยอมรับที่มันต้องจบ เรามองหาคนใหม่ คุยกับคนใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยดีหรอก เหมือนยังไมใช่ แต่ก็ยังดีกว่าคุยกับคนมีแฟนถูกมั้ย จนเมื่อสองวันนี่เอง ตำรวจมุสลิมโทรหาเราอีก เราลังเล บอกตรงๆไม่กล้าที่จะไม่รับ เพราะเรามีความกลัวนะว่า ถ้าเราทำให้ใครเสียใจ เดี๋ยวอีกไม่นานเราต้องโดนแบบเดียวกัน เรากลัวว่าถ้าเราเริ่มคบใครใหม่ กลัวหนุ่มคนนั้นจะไม่รับสายเราแบบเนี้ย จริงๆนะ เรากลัวกรรมจริงๆ เราก็เลยรับ เค้าก็ยังต่อว่าเราเรื่องที่เราไม่รับสายเค้าครั้งนั้น เค้าบอกว่าเราใจร้ายจังนะ คงมองดูไฟโทรศัพท์กระพริบเรียกจนดับไปเลยละสิ เราเลยบอกว่าเราจำเป็นต้องทำ ช่างเหอะ เราเล่าแล้วก็ไม่ค่อยรู้สึกดีหรอกเรื่องนี้

.......อยากคุยกับคนโสด แต่ก็ตะปีนกำแพงพ่อคุณไม่ไหว ก่อไว้สูงเกิน ส่วนคนไม่โสด แหม๋ มันพยายามทำทาง เข้ามายั่วยวนถึงประตูห้องเลยทีเดียว หน้าไม่อาย เบื่อชีวิต ทำไมไอ่สองตำรวจนี่มันไม่สลับบทกันเล่นวะ แบบนี้จะเอาใครก็ไม่ได้สักคน เซ็งโคตร....

25/12/2009 GMT 7

ขอโทษนะ......

noop @ 23:43

.....เราต้องขอโทษแฟนบล็อกด้วยนะ ที่วันนี้เราจำเป็นต้องลบ "รักเธอ..(ภาค๕ - ๑๐)" ออกไปก่อน เหตุผลก็เพราะเราทำใจไม่ได้ที่จะเห็นมัน ตอนนี้เรากำลังจะตัดใจ อยากจะทำให้ได้ เราต้องขอโทษทุกคนด้วย เราเริ่มรู้สึกเจ็บปวดจริงๆแล้ว ไม่อยากเห็นเรื่องราวของเรากับเค้าอีก ไม่อยากจะหวนไปคิดถึงมัน ขอโทษด้วย แต่เราไม่ได้ลบทิ้งไปเลยหรอกนะ เรายังเก็บต้นฉบับไว้ เพราะทุกๆเรื่องที่เราเขียนมันก็มีความหมายกับใจเรา มันมีความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นจริงๆ จึงยังเก็บเอาไว้ แต่ไม่ขอเอามาลงบล็อก เราคิดเอาเองว่าถ้าไม่ได้เห็นมันสักพักอาการเราคงดีขึ้น คงคิดถึงเค้าน้อยลง และตัดใจได้เร็ว เราหวังว่าคงเป็นอย่างนั้น...

16/12/2009 GMT 7

เล่าไปเรื่อยเปื่อย.....

noop @ 20:44

....เมื่อเดือนที่แล้วเราดูหมอมาล่ะ หมอดูคนนี้เค้ารับดูเฉพาะทางโทรศัพท์ เป็นคนที่ศึกษาธรรมะ ฝึกจิต นั่งสมาธิ อะไรแบบนี้ เราเจอเว็บเค้านานแล้วล่ะ แต่ก็ได้แค่อ่านเรื่องของคนนั้นคนนี้ที่โพสต์ในเว็บ เพราะจะว่าไปเราถึงจะทุกข์ อยากดูหมอ แต่พอเอาเข้าจริง ก็ไม่พึ่งนะ เพราะคิดว่ามันยังไม่ใช่วิธีที่ยุติเรื่องราวได้อ่ะ จนกระทั่งถึงช่วงที่พีคที่สุดวันหนึ่ง เราเลยลองติดต่อไป หมอเป็นผู้หญิงนะ เค้าดูจากวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากประมาณนั้น พอเค้าคำนวณดวงเรา เค้าพูดเลยว่า "โอว..คุณเหนื่อยมั้ยคะนี่ ชีวิตคุณผ่านอะไรมาเยอะมากๆนะคะ" เราก็หัวเราะเบาๆ แต่ในใจอยากจะพูดว่า "นั่นสิคะ ดีนะที่วันนี้ยังไม่บ้า" อิอิ จะบอกว่าเป็นหมอดูที่พูดเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องของตัวเค้าเอง อิอิ เราเลยได้อัตชีวประวัติของหมอแถมมาโดยไม่ตั้งใจ ก็สาธุละกัน

.....เออ วันนั้นออนเอ็มเจอน้องวิศวะ ขำมากเลย เราก็พูดเรื่องพวกรำมวยจีนที่สนามบอลหน้าบ้านเราอ่ะ ที่มันเสียงดังมาก ปรากฎน้องมันตอบกลับมาว่า ถ้าเป็นผมนะพี่ ผมจะตะโกนถามมันเลยว่า เฮ้ย!! พวกลื้อจะฝึกเป็นหวงเฟยหงรึไงวะ? ฮามากๆ นั่งหัวเราะมุขมัน เพื่อนอีกคนที่อยากคุย คิดถึง คือทหารซูดานอ่ะ ตอนแรกๆที่ได้คุยกันมันจะแบบเซ็งๆ เราก็นึกว่า เออ อีกไม่นานคง Fade กันไป เหมือนเพื่อนในเอ็มหลายๆคนที่ผ่านมานั่นแหละ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่ายิ่งคุย ยิ่งมีมุมมองอะไรที่ปรึกษากันได้ คุยรู้เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดคือตำรวจคนนั้นแหละ เพื่อนซูดานเราตอบได้แง่คิดดีมากเพราะเค้าเอาเรื่องจริงมาอธิบายให้เราฟัง เลยอยากคุยกับเค้าอีก แต่ก็ไม่เห็นออนเลย อยากคุยมากๆ

.....อากาศช่วงนี้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น ดูแลสุขภาพกันมั่งนะ.....

คิดได้...ต้องทำให้ได้

noop @ 07:56

.....วันนี้มาถึงออฟฟิศแต่เช้า พอดีที่บ้านมีเรื่อง ก็ต้องออกมาเร็วหน่อย ตอนขับรถมาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนะ หัวจะตึงๆ แบบเครียดอ่ะ ก็อย่างที่เคยเล่าไว้มั้ง ปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกิด ล้วนแล้วแต่แก้ยากแก้ลำบากเหลือเกิน เมื่อวานก็..นะ เรื่องบ้านเราเอง คือมันก็ไม่หนักหนามากนักหรอก ถ้าจะเทียบกับคนที่ออกรายการวงเวียนชีวิตอะไรแบบนั้นหน่ะ แต่ปัญหามันชวนให้คิดตอนต่อไป เรารู้สึกว่าเหนื่อย....

.....เมื่อวานตอนอยู่ที่ออฟฟิศ พอดีงานไม่ค่อยยุ่ง เราเลยมีเวลาเสิร์ชหาเว็บธรรมะดีๆอ่าน รวมถึง mp3 ของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ด้วย ถึงจะเป็นรูปแบบการบรรยายเหมือนที่เราเคยฟัง ประเด็นหลักๆยังเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่มันจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ mp3 ชุดแรกที่เราฟังมันจะไม่มีพูดไว้ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้แหละที่ฟังแล้วเข้าถึงได้ชัดเจนมากกว่าเดิม เราชอบฟังมากๆเลย อัพไว้ในบล็อกนี้ด้วยเผื่อใครเข้ามาจะได้ทดลองฟังดู ชื่อตอน "รั้วกั้นภัย"

....นอกจากที่เรานั่งฟังคุณฐิตินาถตลอดเวลาทำงานเมื่อวานแล้ว เรายังได้อ่านหลายบทความในเว็บธรรมะด้วย โดยเฉพาะบทความเกี่ยวกับปัญหาที่เรากำลังต่อสู้อยู่อีกเรื่องนึง คือการมีความรักกับคนที่มีคุ่แล้ว เพราะเราพยายามหาทางออกจากเรื่องนี้อยู่ ขอเลือกมาเฉพาะบางส่วนที่เราอ่านแล้วคิดว่าปฏิบัติได้นะ

ธรรมะจากพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
วัดสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

"....อันที่จริง เมื่อเรายังละกามไม่ได้ ก็ควรควบคุมให้มันอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะ คืออย่าทำผิดศีล 5 แล้วเจริญสติสัมปชัญญะเรียนรู้คุณและโทษของมันไป ความทุกข์ทรมานเพราะกามก็จะค่อยลดน้อยลงเป็นลำดับ

กามนั้นไม่ใช่จะเป็นโทษอย่างเดียว คุณของมันก็มีเรียกว่ากามคุณ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์จากมันเสียบ้าง ก็จะดีไม่น้อย แม้พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้คนทำทานและถือศีล แล้วได้เสวยกามสุขในสวรรค์ ถัดจากนั้นจึงสอนให้เห็นโทษของกามเป็นลำดับต่อไป ท่านไม่หักหาญ ห้ามเรื่องกามกับคนที่ยังไม่พร้อม แต่ใช้กามเป็นเหยื่อล่อจิตที่อินทรีย์ยังอ่อนให้ยอมรับธรรม แล้วค่อยแนะนำทางเจริญปัญญาในภายหลัง"

เพราะเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชน การเลิกจากกามคุณ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติยาก พระอาจารย์จึงพูดถึงการใช้อุบายทางธรรมต่างๆ ค่อยๆเป็นตัวช่วยให้มนุษย์เราผ่อนคลายจากความทุกข์ของกามลง จนสุดท้ายจะไม่ยินดีในกามนั้นอีก

"......จิตที่เป็นกุศลกับอกุศลจะเกิดพร้อมกันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น จิตมีอกุศลอยู่ เช่น กำลังหลงเหม่อด้วยอำนาจของโมหะ หรือเผลอเพลินด้วยอำนาจของราคะ แล้วต่อมาเกิดมีสติสัมปชัญญะขึ้นมา จิตที่เป็นอกุศลจะดับทันที เกิดเป็นกุศลจิตในฉับพลัน

ดังนั้น พอรู้ตัวแล้ว ผู้ปฏิบัติจึงไม่ต้องไปพยายามละกิเลส เพราะกิเลสจริงๆ ดับไปแล้ว เหลือแต่ความจำกิเลสได้เท่านั้นเอง ตรงจุดนี้ผู้ปฏิบัติมักจะหลงผิดไปพยายาม "ละ" กิเลส แล้ว "ต่อสู้" กับกิเลสอย่างเอาเป็นเอาตายทีเดียว

ดังนั้น ถ้าเรามีกิเลสอยู่ แล้วเกิดสติสัมปชัญญะรู้ทันว่ามีกิเลส ก็ให้รู้แล้วปล่อยวางเสีย อย่าไปยินร้ายกับกิเลสในอดีตที่ดับไปแล้วนั้น หรือถ้าจิตเกิดความอึดอัดกลัดกลุ้มมากๆ หรือแน่นขึ้นมาเต็มอก ถ้ารู้ด้วยความเป็นกลางไม่ได้ ก็เปลี่ยนอารมณ์เสีย ความรู้สึกอึดอัดเหล่านั้นจะดับไปทันที"

....นี่เอง คือสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ "ความจำกิเลส" ทำให้เรารู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา น่าเวทนาตัวเองนัก

ผิดที่ไม่รู้ คุณดังตฤณ

"......เนื้อหนังคนเราเปรียบเสมือนอาหารอันโอชะที่ น่าแหนหวงสำหรับเจ้าของ ถ้าต้องลักกินขโมยกินเพียงเพื่อให้หายอยาก ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร แม้เหมือนอิ่มหมีพีมัน ใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังใช้มือที่สกปรกหยิบอาหารใส่ปาก ทุกคำย่อมเจืออยู่ด้วยพิษหรือเชื้อโรคอันเป็นโทษ ให้ผลเป็นทุกข์ การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นขัดแย้งกับส่วนลึกที่ยังมีมโนธรรม และมโนธรรมจะส่งแรงต้านความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้เสมอ

ทุกข์จะ ทวีตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจเริ่มก้าวพ้นเขตสว่างเข้าสู่แนวสนธยา ถึงแม้รู้สึกว่ามืดลงทุกที แต่ความตื่นเพริดไปกับจินตนาการที่เร้าใจ ก็รุนหลังเราให้มุ่งหน้าไปเรื่อย เยี่ยงคนไม่กลัวความมืดในป่ารกชัฏ เพียงเพราะได้กลิ่นยวนใจของเหยื่อล่อจากที่นั่น

ทุกข์จะทวีตัวขึ้น อีกเมื่อพยายามมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นการฝืนใจ เค้นราคะขึ้นมาเอาชนะความกลัวถูกปฏิเสธ หรือกลัวถูกด่าทอ หรือกลัวถูกจับได้

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุด เมื่อลงมือมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นความหน้ามืด ดับสำนึกผิดชอบชั่วดีลง ราวกับทั้งชีวิตเหลือแต่การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณไม่ต่างจากสัตว์โลกทั่วไป

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของสำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกไม่ดี น่าดูถูก ผิดที่ผิดทาง หรือกระทั่งชวนให้ขยะแขยง และที่สำคัญคือรู้สึกว่าต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จะให้ใครรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของ"

......อ่านแล้วรู้สึกทึ่งกับการเขียนของคุณดังตฤณมาก เค้าพูดเป็นstepของความทุกข์ของการประพฤติผิดทางกาม เหมือนการเป็นชู้อะไรอย่างนี้ ว่า step แต่ละช่วงจะทวีความทุกข์ยิ่งขึ้นๆอย่างไร ซึ่งของเราเข้ากับเรื่องนี้ในช่วง step แรกที่รู้สึกอยากใกล้ชิดกับเค้า จับมือกัน ประมาณนั้น แค่นั้นเราก็ทุกข์แล้ว ยังดีที่เราพอจะมีมโนธรรมอย่างที่เค้าพูดไว้ เพราะรู้สึกทันทีว่าอยากจะตัดจากสิ่งนั้น รู้นะ ว่ายากมาก ถ้าพูดถึงในแง่มนุษย์ปุถุชน แต่พอมาอ่านบทความทั้งสองนี้ เราก็เริ่มมีกำลังใจที่จะคิดตัดจากสิ่งที่เป็นทุกข์นี้ ยากมาก ใช่ เรารู้ ใครๆก็คงรู้ เราอาจจะทำไม่ได้ทั้งหมดภายในวันสองวัน แต่ก็รู้สึกดี ที่ใจเริ่มมีความพยายามจะไปในทางถูกมากขึ้นๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ...

รั้วกั้นภัย โดย คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง


MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com

14/12/2009 GMT 7

อันดับ....

noop @ 20:51

ลองมาดูกันหน่อยมั้ยว่าในใจเราตอนนี้จัดอันดับเรื่องราวอะไรไว้บ้าง

1. "ย้ายบ้าน"
อืม ถ้าอ่านบล็อกเรามาคงจำกันได้ บ้านเราตอนนี้มีมลภาวะทางเสียงมากๆ เราเคยทบทวนดูนะ ตั้งแต่ตี5 อีบ้านข้างๆเรา มันชอบออกมาล้างถ้วยล้างชามนอกบ้าน กาละมงกาละมังเคร้งครั้ง โครมครามตั้งแต่ตี 5 คือมันอยู่ฝั่งเดียวกับห้องนอนเราพอดี ฝั่งขวาของบ้านอ่ะ ห้องนอนเราอยู่ชั้นสองก็จริง แต่แหม๋...แมร่งล้างดังกระจายขนาดนั้น โคตรรำคาญ นั่นตี5นะ พอประมาณหกโมง มาแล้ว ไอ่พวกคนชรารำมวยจีน มาใช้สนามบอล(เฮงกระบวย)หน้าบ้านเราเป็นที่ฝึกกังฟู ถ้ารำกันเฉยๆเงียบๆก็ไม่มีอะไร แต่..เห๊อะ มันเปิดเพลงแบบผ่านตู้ลำโพงขยายเสียงอ่ะ เพลงมวยจีน คิดดูละกัน แผดกังวาลไปทั่วบริเวณ เคยมีบ้านคนแถวนั้นเค้าออกมาด่าเหมือนกัน เพราะเค้าก็ต้องนอนอ่ะ หกโมงเค้ายังนอนกันอยู่ แต่ไอ่นี่ มารำกันอาทิตย์ละหกวัน จริงๆนะหยุดแค่วันเดียว นั่นแหละ มัน ขออนุญาตเรียกคนชรากลุ่มนี้ว่ามันละกัน เพราะโคตรเบียดเบียนชาวบ้านเลยจริงๆ นั่นแหละ แล้วพอรำเสร็จมันก็ตะโกนคุยกันดังลั่น นี่ขนาดแก่แล้วนะ ยังตะโกนดังสุดๆไร้ขีดจำกัด ทั้งๆที่มันก็นั่งกันอยู่แค่นั้น ในกลุ่มมันนั่นแหละ ไร้ความเกรงใจ ไร้อารยธรรมมาก สรุปเราต้องทนพวกมันรำกัน 1ชั่วโมงเต็ม เพราะมันเลิกเจ็ดโมง

พอเจ็ดโมงกว่าเกือบแปดโมง ทายซิ อะไรต่อ เออ ถูก บอล ไอ่พวกเอี้ยแม่งไม่มีงาน ไม่มีหนทางพบสุขจากด้านอื่นของชีวิต แมร่งมาเตะบอลกันตั้งแต่เช้า คิดดูละกัน เวลาที่เราจะได้ความสงบจริงๆ ก็คือตอนที่เราขับรถออกจากบ้านไปทำงาน คือนั่งอยู่ในรถเท่านั้นแหละ พอกลับจากทำงานมา ก็เหมือนเดิม ไอ่เอี้ยบอลมาเตะกันก่อนแล้ว ยิ่งช่วงนี้มันยิ่งเพิ่มความขยันสร้างบาปเบียดเบียนด้วยการจัดแข่งลีกแมร่งซะเลย คราวนี้มีทั้งเสียงคนเชียร์รอบสนาม คนกรี๊ด ตะโกนเถียงกันระหว่างคนดูที่เชียร์กันคนละทีม เสียงนกหวีดกรรมการ เสียงพากย์ออกเครื่องขยาย พากย์แบบพูดไม่หยุดเหมือนพ่นๆๆๆออกมาจากปาก ระหว่างแข่งก็เปิดเพลงอีก บางวันแม่งเลิกแข่งเกือบเที่ยงคืน เพราะแม่งมีหลายคู่ คิดดูละกัน หูเราไม่เคยได้พักเลย ไม่เคยเลยจริงๆ จึงขอจัดเรื่องย้ายบ้านเป็นความต้องการอันดับ 1

2. "แฟน"
เหมือนสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่รู้อะไรทำให้ผิดหวังตลอด บางเรื่องเริ่มมาดีๆก็จบแบบหักมุมซะงั้น ต้องอดทน อดกลั้น ทำใจ เสียใจ ผิดหวัง เจ็บปวด เสียสละ โอย...ทำมาหมดทุกอย่างแล้ว ล่าสุดอย่างที่บอก มีแต่คนมีแฟนแล้วเข้ามา รักแต่ต้องตัดใจให้ได้ ทรมาน บางทีเคยคิดน้อยใจ ทำไมผู้หญิงคนอื่น ไม่เห็นจะทำตัวดี บางคนนิสัย โห..เห็นแก่ตัว วางตัวก็เลวๆ แต่ได้แฟนโคตรดี บางทีเจ็บใจกว่านั้น คือผู้หญิง"เหลวๆ"นะ ขอเรียกว่างั้น แมร่ง แฟนมันดันเป็น นรต. แบบที่เราชอบเลย คือสเปคเราเลยอ่ะแฟนมัน แถมบางทีมาเล่าให้เราฟังอีกว่า ผมกลุ้มใจมาก แฟนผมทำตัว....... แต่สุดท้าย ก็เห็นมันอาลัยอาวรณ์อยู่นั่นแหละ ไม่เห็นจะเลิกได้เลย ไม่เห็นจะโต้ตอบความสำมะเลของผู้หญิงคนนั้นได้สักที หันมามองดูตัวเรา เชอะ! รักนวลสงวนตัวมาตลอด ไม่เที่ยวอบาย เชื่อฟังพ่อแม่ เฮ้ย แต่ความต้องการหนุ่มๆก็มีนะ เราเลยยอมให้ไอ่คนนั้นจับมือไง แหม๋ เราไม่ลืมข้อนี้หรอก แต่ถ้าเทียบกับสาวคนอื่นๆ เราว่าเราผิดทางน้อยครั้งมากนะ คิดแล้วสมน้ำหน้าตัวเอง นี่กรูดีเพื่ออะไรวะ คนดีไม่มีที่อยู่ เออ เลยอยากได้แฟนเป็นอันดับ 2 แต่หายาก เพราะชอบแต่ตำรวจ ไม่รู้โรคจิตอะไร คือเคยนั่งคิดนะ มันไม่ใช่แบบบ้าเสื้อผ้าเครื่องแบบอย่างนั้นนะ คือเราชอบไปถึงลักษณะงานกันเลยทีเดียว ชอบมาก อะไรที่ไม่เป็นเวล่ำเวลา เด๋วอยู่กับเราเด๋วไม่อยู่ ต้องเดินทางไปนู่นมานี่ตลอด คือไม่ต้องเช้าเห็นเย็นมารับอะไรแบบนี้เราไม่ชอบอ่ะ ชอบแบบเจอกันบ้างไม่เจอบ้าง ชอบให้แฟนทำงานเสียสละ เพราะงานของตำรวจส่วนใหญ่คือทำเพื่อคนอื่นนะ โดยเฉพาะ พงส. วันๆต้องทนฟังแต่เรื่องชาวบ้าน น่าเห็นใจมาก ทำสำนวนไม่ทันก็โดนขัง สืบสวนเราก็ชอบนะ บู๊ดี ลุยไม่กลัวฟ้าฝน ชอบมาก แต่โอกาสเราเหลือน้อยเต็มที

3. "เพื่อนที่เข้าใจ"
ต้นปีหน้า 2553 คนอื่นคงแฮปปี้มีความสุข แต่ของเรารู้ล่วงหน้าเรื่องนึงแล้วว่า เราต้องลาจากเพื่อนที่สนิทที่สุดคนนึง และอาจจะเป็นคนเดียวในตอนนี้ที่เราเหลืออยู่ด้วยซ้ำ เพื่อนที่แค่สบตาก็อ่านใจกันออก คิดอะไรมุมใกล้เคียงกัน พูดอะไร ไม่ต้องอธิบายมากความ ทำงานร่วมกันได้ไม่มีอีโก้ใส่กัน และที่สำคัญอีกอย่างนึง เป็นคนที่ไม่มีอิจฉาริษยา เห็นใจซึ่งกันอย่างจริงใจ เมื่อยามตกทุกข์ได้ยาก แต่..อีกสองเดือนนับจากวันนี้ โต๊ะทำงานของเพื่อนเราจะมีคนอื่นมานั่งแทนแล้ว เพื่อนเราได้งานใหม่ที่ดีกว่า จะย้ายไปแน่นอนแล้ว เศร้ามาก ไม่มีเธออีกต่อไป เราก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตโดดเดี่ยว เงียบเหงาเหมือนเดิม เดินคนเดียว กินข้าวคนเดียว เพราะคนอื่นๆ เราไม่อยากเข้ากลุ่มด้วย เราไม่ชอบลักษณะการคุยแบบเม้าท์เรื่องคนนั้นคนนี้ อยากรู้เรื่องคนนั้นคนนี้ เราเลยเป็นคนกลุ่มน้อย ตอนนี้เราก็เริ่มนับถอยหลังแล้ว หดหู่ใจ เพื่อนจะไม่อยู่ หันไปก็จะไม่เจอใครพอได้รับฟังปรับทุกข์กันอีกต่อไป...

4. "งาน"
ไปติดต่อที่อื่นไว้เหมือนกัน อยากย้าย เครียด แค่พูดถึงก็เครียดแล้ว เบื่อสภาพ เราก็รอฟังข่าวอยู่ ว่าเราจะย้ายได้มั้ย รอ....

.....ขอจัดแค่นี้ก่อนแล้วกัน ยิ่งจัดยิ่งเศร้าหว่ะ

05/12/2009 GMT 7

รักเธอ.....(ภาค๔)

noop @ 20:00

......แน่นอน เราเลือกที่จะกลับบ้าน เราขับรถออกมา พยายามคิดว่าจะพาเค้าไปส่งที่ไหนถึงจะต่อรถง่ายที่สุดสะดวกที่สุด เพราะโรงแรมที่เค้าพักมันก็ค่อนข้างไกล ระหว่างนั้น บทสนทนาเริ่มน้อยลงๆเรื่อยๆ เค้าบอกว่า ถ้าเค้าอยู่ต่ออีกวันนึง เราจะอยู่กับเค้าได้มั้ย เราบอกว่าขอคิดก่อนเพราะพรุ่งนี้เราต้องทำงาน และแล้ว จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์อีกครั้งนึงซึ่งเป็นครั้งร้ายแรงสำหรับเราสุดๆก็เกิดขึ้น นั่นคือ แฟนเค้าโทรเข้ามา เราไม่ขอเล่าแล้วกันนะว่าเค้าคุยอะไรกัน เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า แต่....ความรู้สึกเราตอนนั้นคือ อาย เสียหน้า เหมือนโดนดูถูก จากผู้หญิงอีกคนนึงทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน เราเกลียดชีวิตตัวเอง เกลียดสิ่งที่เราทำ เรากำลังหลง เราทำเพราะเราหลงไปกับกิเลสยั่วยวน เค้าคุยอยู่ไม่นานก็วางสาย เราตัดสินใจบอกเค้าทันทีว่า เดี๋ยวขอคุยอะไรด้วยหน่อยนะคะ เค้าบอกว่าได้ครับ เราก็เบนรถเข้าช่องซ้ายหาที่จอด

......มาจอดที่ปั๊มเชลล์แห่งนึง รถที่จอดอยู่มีไม่กี่คัน เราก็ขับเข้าไป เหมือนเค้าจะรู้ตัวว่าเราจะพูดอะไร อืมม...มันคงไม่ใช่พูดอะไรหวานๆจีบกันไปมาหรอก เราตั้งสติ ค่อยๆบอกเค้า ถึงความรู้สึกของเราที่มี เราบอกด้วยว่าเราชอบเค้า ชอบมากเลยด้วย แต่สุดท้ายเราก็ต้องเลือกความถูกต้อง เราคงไม่เลือกความถูกใจแน่ และเราเชื่อว่าความรู้สึกของเค้าที่มีต่อเรา มันก็แค่ชั่วครู่ เราบอกว่าเราก็แค่ผู้หญิงคนนึงในเน็ท เค้าแค่ประทับใจวูบวาบ เดี๋ยวอีกสองวันเค้าก็จะลืมเราเอง เราบอกอีกว่า เค้าไม่มีสิทธิ์ที่จะทำกับเราแบบนี้ หรือทำกับผู้หญิงคนอื่นแบบนี้ ทุกคนมีศักดิ์ศรี เค้าไม่มีสิทธิ์มาจัดอันดับว่าแฟนเค้า เค้าจะยกขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง แล้วจัดผู้หญิงคนอื่นเป็นเบอร์สอง เค้าไม่มีสิทธิ์ทำกับใครแบบนั้น โดยเฉพาะเรา เพราะเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร เราไม่จำเป็นต้องเป็นรองใคร เค้าบอกว่าเค้าผิด เค้ารู้ตัวว่าผิด แล้วก็ไม่พูดอะไรได้แต่เอาแก้มซบกับมือเรา แล้วหลับตาฟัง.... อ้อ มีอยู่ครั้งนึง เค้าพูดว่า งั้นต่อไปผมคงไม่โทรหาแล้วนะ เราก็รู้สึกวูบไปนะ แต่ก็กัดฟันบอกไปว่า “ได้ค่ะ” เค้าก็เปิดประตูลงจากรถ แต่...ยังไม่เดินไป ยังยืนอยู่ข้างๆรถมองเราแบบเสียใจปนๆโกรธยังไงบอกไม่ถูก ก็สักพักนึง เราเลยต้องเปิดกระจกบอกเค้าว่าอย่าโกรธได้มั้ย จากด้วยดีได้มั้ย อย่าโกรธเรา นั่นแหละ เค้าก็เดินขึ้นมานั่งอีก

......จนสุดท้าย เราบอกเค้าว่า เค้าไม่ควรต้องเสียใจ เราต่างหากที่ต้องเสียใจ เค้ากลับไปก็ยังมีคนที่รักรออยู่ แต่เราต่างหากที่ต้องฝืนทนเดินไปข้างหน้า โดยไม่รู้ว่าจะมีมั้ยคนที่เกิดมาเพื่อเรา และตอนนี้ เราก็ไม่เหลือใครแม้สักคน เค้าก็เอาแต่ซบหน้ากับมือเรา จนไม่รู้เราพูดถึงตอนไหน เค้าตัดสินใจเปิดประตูเดินลงจากรถไป คราวนี้เค้าเดินออกไปเลย ไม่ยืนมองเราอีก เราก็....มองตามเค้าสักพัก หันกลับมา...จำได้ว่า ถอนหายใจ สมเพชชีวิตตัวเอง เราขับรถช้าๆออกมาจากปั๊ม มองไม่เห็นเค้าแล้ว ไม่รู้ยังอยู่แถวนั้นมั้ย หรือว่าขึ้นรถไปแล้วก็ไม่รู้ เราขับรถออกมา เหมือนอยากร้องไห้ เหมือนคนทำผิด ทั้งผิดต่อตัวเอง ผิดต่อเค้า เพราะเหมือนไล่เค้าลงไป อะไรประมาณนั้น เรารู้สึกผิดจริงๆนะ ไม่ได้รู้สึกชนะ หรือสะใจอะไรเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกพ่ายแพ้ แพ้หมดรูปต่อชะตาตัวเอง สิ่งที่เก็บกอดไว้ได้จากเหตุการณ์นั้น มีเพียงอย่างเดียวคือ “ความถูกต้อง” สุดท้าย เรายังเป็นคนเดิม ยังเลือกทำสิ่งที่ถูก ชีวิตต้องไม่ผิดทาง หลงไปบ้างเพราะความเหงา ความว้าเหว่ แต่สุดท้าย เราต้องดึงตัวเองกลับมาให้ได้ เสียดาย เสียใจ รักเค้า นั่นคือความจริง แต่ไม่มีหนทางทำให้ฝันเป็นจริงได้ ต้องฝืนใจจบทุกอย่าง

.....วันนี้เรายังไม่ฟื้นจากความเจ็บปวดนะ ยังอยากโทรหาเค้า อยากได้ยินเสียง อยากได้สัมผัสนั้นอีกครั้ง เราขอไม่รับปากนะว่าเราจะไม่โทรหาเค้าได้ตลอดรึเปล่า เพราะเรายังรู้สึกเป็นคนผิด ทำเค้าเสียหน้า เสียฟอร์มตำรวจที่ต้องเดินลงไปจากรถผู้หญิง เรารู้สึกผิดตรงนี้ เพราะเค้าค่อนข้างเป็นคนที่รักเกียรติยศศักดิ์ศรีเค้ามาก และเราก็ทำให้เค้าต้องอาย นี่คือสิ่งที่เรายังรู้สึกค้างคา ถ้าตอนจากกันเค้าพูดสักคำว่าไม่โกรธเรา มันคงจะดีกว่านี้ แต่.... เค้าไม่ยอมพูดอะไร แค่เดินจากไป เดินจากเราไป แค่นั้นเอง.....

รักเธอ.....(ภาค๓)

noop @ 19:58

......เราอยากจะเรียกเค้าว่า “วัตถุไวไฟ” มากๆเลย ตอนที่เดินถึงลานจอดรถ เค้าก็ทำในสิ่งที่เรา เอ่อ... อยากให้ทำจริงๆอ่ะ แต่ไม่มีทางหรอกนะที่เราจะทำก่อน คือเค้าจับมือเราเดินไปด้วยกัน อบอุ่นมากเลย ผิดนะ.. รู้สึก แต่เราก็แกะมือเค้าออกอยู่บ้าง แต่ก็แค่ไม่กี่ครั้ง เค้าก็จับใหม่เรื่อยๆ สุดท้ายก็จับเดินกันไป ระหว่างนั้นเค้าก็พูดถึงเรื่องที่เค้าถูกยิงให้เราฟัง คือที่โดนยิงเพราะเค้าเป็นตำรวจนะ ไม่ใช่เป็นโจร เดี๋ยวจะเข้าใจผิด นั่นแหละ โดนยิง แล้วอยู่ๆเค้าก็หยุดเดิน เอามือเราไปจับตรงแถวๆข้างๆหน้าอกเค้า แต่จับผ่านเสื้อนะ ไม่ใช่เปิดเสื้อขึ้นมา อย่าเข้าใจผิด ก็เป็นรอยจริงๆ ตรงที่เป็นทางเข้ากระสุน เค้ากดนิ้วเราลงไปจนเรารู้สึกได้ว่าเนื้อเค้าจะบุ๋มๆ และก็เหมือนเป็นแผลนูนนิดนึงตรงรอยกระสุนทะลุ น่าสงสาร และก็...แมนมากๆ เค้าคงรู้ว่าเราโคตรชอบแมนๆอ่ะ...

......เดินถึงรถ ด้วยความที่รถเราฝุ่นเยอะ อิอิ เพราะจอดทิ้งไว้ที่ออฟฟิศหลายวัน เค้าก็เดินไปเขียนตรงกระโปรงหลังว่า “คนล้างไปอังกฤษ” ก็หัวเราะกัน ขอรวบเรื่องแล้วกันนะ เดี๋ยวคืนนี้เล่าไม่จบ ระหว่างนั่งรถ เราขับไปเรื่อยๆ เค้าก็เอามือเราไปจับ ลูบมือเราไปๆมาๆ เหมือน....เหมือนกับที่แฟนเราเคยทำ บางทีก็เอามือไปหอม จูบ แล้วเค้าก็ก้มเอาคางมาถูมือเราวนไปวนมา เรารู้สึกหวิวๆไงไม่รู้ มันเหมือนที่แฟนเราเคยทำ เลยสรุปได้ว่าคงเป็นหลักสูตรหนึ่งที่หาเรียนได้จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อิอิ pattern เดียวกันเด๊ะ... แค่ต่างเวลาเท่านั้นเอง เออ ตอนนั้นเรานึกขึ้นได้ว่าลืมซื้อของใช้อย่างนึง เลยพาเค้าแวะ Big C เค้าก็น่ารักมาก บอกว่าไม่เป็นไร เดินได้ ขอแค่ได้เดินกับเรา อ่ะนะ ก็เหมือนเดิมเดินจับมือกัน โดยอีกมือนึงเค้าก็ถือตะกร้าให้เรา

.....สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างนึงของเหตุการณ์คือ แม่เราโทรเข้ามา คือเราบอกแม่ตอนที่เราขับรถเอากระเป๋าไปเก็บที่บ้านว่าเราไปหาเพื่อนที่ห้างนะ แต่แม่คงเห็นว่าสามทุ่มกว่าแล้วเรายังไม่กลับเลยโทรมา ตอนนั้นเรากับเค้านั่งกันอยู่นิ่งๆในรถ เราวางสายจากแม่ รู้สึกอึดอัด ผิด และละอายขึ้นมาทันที แต่ใจนึงก็อยากอยู่กับเค้า อย่างที่เราเคยบอก เราชอบเค้ามาก เหมือนสเปคที่เราตั้งไว้ เราอยากได้ความอบอุ่นอย่างนี้มานานมากแล้ว เราไม่มีใครที่ใช่มานานมากเหลือเกิน และตอนนี้เราก็กำลังอยู่กับคนแบบที่เราฝันมาตลอด เค้ากำลังอยู่กับเรา นั่งตรงหน้าเราแล้ว ตอนนั้นมันเป็นนาทีที่ต้องตัดสินใจ ถ้าเราเลือกที่จะอยู่กับเค้าต่อ เราก็ต้องกลายเป็นลูกที่ทำตัวไม่ดีต่อแม่ แต่ถ้าเราเลือกที่จะกลับบ้าน ความสุขทั้งหมดที่เพิ่งเริ่มต้นก็จะจบลงทันที ทายสิ...เราตัดสินใจยังไง

รักเธอ.....(ภาค๒)

noop @ 19:57

.....เรามาถึง กทม ก็มาเอารถที่จอดไว้ที่ออฟฟิศ ขับไปบ้านเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บก่อน หน้าเน่อไม่สนใจ ชุดก็ไม่เปลี่ยน แหม๋..ก็มันจะถึงเวลานัดแล้วอ่ะ กลัวไปไม่ทันให้เค้ารอนานมันก็ไม่ดี เราไปก่อนแป๊บนึง จนถึงเวลานัด เค้ายังมาไม่ถึง เพราะทางที่เค้ามารถโคตรติด น่าสงสารมากเลยล่ะ ติดเป็นชั่วโมง เชื่อป่ะ เรารออยู่เป็นชั่วโมงจริงๆ เค้าก็ขอโทษเราทางโทรสับ บอกว่าอดทนนิดนะจ๊ะ... นะ ยังแอบหวานอีก จนสักพักเค้าโทรเข้ามาบอกว่ามาถึงแล้ว เราก็ในฐานะคนชินพื้นที่ เลยบอกให้เค้ายืนรอตรงนั้น เดี๋ยวเดินไปหาเอง ระหว่างเดินไปก็ตื่นเต้นนะ พอตื่นเต้นมากๆก็เลยลดสปีดการเดินลง เหมือนชะลอตัวเองให้มีสมาธิ จนกระทั่ง..เดินไปถึงบริเวณนั้น เค้านั่งอยู่ เค้าเห็นเราก่อน เพราะเรากวาดสายตามองไปรอบๆก็เจอเค้านั่งมองอยู่แล้ว เค้าดูดีกว่าที่เราคิดไว้มากทีเดียว

......เค้าเดินเข้ามาหาเรา เชื่อมั้ยว่าเค้ากับเราใส่เสื้อแบบเดียวกันเลย เป็นเสื้อเชิ้ตโปโลแขนสั้น สีฟ้าที่เกือบจะเป็นโทนฟ้าเดียวกัน จะต่างกันก็แค่ยี่ห้อเสื้อเท่านั้นเอง เราก็แอบยิ้ม... ระหว่างที่เดินคุยกันไป เพื่อสร้างความคุ้นเคยและก็ตกลงกันว่าจะทานอะไรดี เค้าก็เอาแต่มองเรา แบบมองจ้อง จนเราอายไปหมด ไม่รู้สิ เค้าเป็นคนที่เรียกว่า เราไม่กล้าสบตานานๆอ่ะ เขินสุดๆ เฮ้อ... เอานะ สุดท้ายก็ตกลงกันได้ว่าจะทาน MK เค้าสั่งโน่นนี่แบบตามสบาย ไม่ค่อยอายหรอก ก็ทานไปคุยไป พอทานเสร็จเค้าจ่ายตังค์ก็ห้าร้อยกว่าบาท สบายกระเป๋าไปเลย อิอิ เค้าถามเราว่าจะดูหนังมั้ย แต่เราไม่ชอบดูหนังเลยบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปขับรถเล่น ซึ่งความจริง คือเราอยากหาที่เงียบๆคุยกับเค้าต่างหาก อย่างที่บอกไว้ในบล็อกว่าเราชอบขับรถ ชอบอยู่ในรถเพราะมันเหมือนโลกส่วนตัวของเรา ในห้างฯมันเสียงดังเกินไป ไม่เหมาะนั่งคุยกับคนที่เอ่อ..ที่ประทับใจอย่างใกล้ชิด เค้าก็โอเค ตอนเดินออกจากร้านจะไปลานจอดรถเค้าก็เดินมาใกล้เรามากเลย เราเลยเดินกอดอก เค้าก็ถามว่าเราหนาวเหรอ หึหึหึ.. เราบอกว่าเปล่า เรากลัวตัวเราไปโดนเค้าตะหาก แต่เหมือนจงใจ เค้าเดินมาใกล้อีก ก็เลยชนเราเลยตอนลงบันไดเลื่อน บ้าเอ๊ยยย

รักเธอ.....(ภาค๑)

noop @ 19:56

......อาทิตย์ที่ผ่านมาไปทำงานชลบุรีสามวัน นอนโรงแรมไฮโซหน่อย รอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ก็ดีนะ บรรยากาศดี อยู่แล้วไม่อยากกลับ งานก็เหนื่อยเหมือนเดิมนะ แต่ไม่อยากกลับ ในระหว่างการทำงานก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นเรื่องนึงที่ค่อนข้างประทับใจ ภูมิใจ ก็ Head president เราเองแหละ เดินเข้ามาพูดกับเราว่า “...สบายดีมั้ย คุณทำงานเข้มแข็งดี ผมอยากให้ทุกๆแผนกทำงานได้แบบนี้ สร้างคนได้แบบนี้...” เป็นไง ฟังแล้วมีความสุขจริงมั้ยล่ะ แต่เรื่องกดดันก็มีนะ คือก่อนที่จะเจอกับ Head ระหว่าง Briefe งานช่วงเช้า เราโดนตำหนิจาก Boss คนนึง พูดกดดันเรามากเลย ทั้งๆที่อีกไม่กี่นาทีเราต้องออกไปนำเสนองานต่อที่ประชุมแล้ว แต่เชื่อมั้ยว่าความเครียดที่เราได้รับตอนเช้า มันกลับทำอะไรเราไม่ได้เท่าไหร่ เพราะเราพิสูจน์ตัวเองจากผลงานได้แล้วว่า เราสามารถรันงานต่อได้ค่อนข้างดี ไม่มีสะดุด ภายใต้แรงกดดันก่อนลงงานจริง มีนะที่เราหงุดหงิดใส่เพื่อน เพราะมันมาถามเราทุกขั้นตอนทั้งๆที่เราบอกทุกอย่างที่มันต้องทำไปแล้วตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ แต่มันไม่ยอมคิดสร้างสรรค์เอาเองว่าต้องทำอะไรต่อจากนั้น เราโมโหไปครั้งนึง ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ไม่มีโกรธกันนาน เพื่อนก็ยังคุยกับเราหลังจากนั้น เลยคิดว่า อืมมม โอเคนะ เราจัดการอารมณ์เราได้ดีขึ้น ควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น ตอนที่จะต้องกลับเลยรู้สึกเสียดายนิดหน่อย อยากพิสูจน์ตัวเองต่อ....

........จำหนุ่มในไฟว์เราได้มั้ย คนล่าสุดที่เราประทับใจ คนที่หวานๆแต่มีแฟนแล้วอ่ะ ก่อนหน้านี้เค้าโทรหาเราตอนอยู่กรุงเทพฯ ก่อนจะไปชลบุรีว่าเค้าอาจจะมากรุงเทพฯนะ อาจจะเซอร์ไพรส์เรา เพราะมาแบบเร็วมากไม่ทันตั้งตัว ประมาณนั้น เค้าอยากเจอเรา เชื่อมั้ยเค้าไม่ยอมบอกเรานะว่ามาวันไหน บอกแค่มาอบรม แต่เรา อิอิ ฉลาดล้ำกว่านั้น เราแอบเปิดบล็อกเค้าดู เค้าไม่รู้หรอกว่าเราอ่านบล็อกเค้าอ่ะ เราเลยได้เห็นโปรแกรมการอบรมของเค้า รู้วันที่ที่จะมา มันสำคัญตรงนี้แหละ เพราะวันที่เค้าจะมา กทม เป็นวันเดียวกับที่เราไปชลบุรีพอดี พอเรารู้อย่างนั้น เราก็ลังเลนะ คิดอยู่สองวันว่าจะบอกเค้าดีหรือไม่ดี เพราะเหมือนกับว่าเรารู้แล้วว่าถ้าเค้ามาก็ไม่มีทางเจอเรา แต่เค้าเองยังไม่รู้ เค้ายังนึกว่าต้องได้เจอแน่ๆ อะไรประมาณนี้ เราเลยเหมือนรู้สึกผิดว่ารู้ข้อมูลแล้วก็เก็บไว้ไม่บอก พอก่อนวันที่เราจะไป เราเลยตัดสินใจโทรบอกเค้า คราวนี้เค้าเลยบอกเลยว่าเค้ามาทำอะไร พักที่ไหน วันไหน แล้วก็...เริ่มวางโปรแกรมนัดที่จะมาเจอกัน

......เค้าบอกเราว่า ถ้าเรากลับมาไม่ทัน เค้าจะอยู่รอเราอีกวันนึง เราก็โอเค ตกลงตามนั้น ทั้งๆที่รู้สึกผิดๆยังไงบอกไม่ถูก ความจริงน่าจะแฮปปี้มากกว่านะเพราะถือว่าเราได้เจอคนที่เราชอบ เร็วกว่าที่คิดไว้มากเลยด้วย แต่ส่วนลึกในใจมันกลับไม่ค่อยอยากเจอ เหมือนคนมีความผิดติดตัว นั่นแหละ.. จนถึงวันที่เราต้องกลับ กทม. ก่อนนั้นหนึ่งคืน เค้าก็โทรหาเรา นัดกันอีกที ตอนเรานั่งรถกลับ ระหว่างทางเราเริ่มมีความรู้สึกอยากเจอเค้ามากขึ้น เริ่มคิดในทางผิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ จะจับมือกันมั้ย จะกอดกันได้รึเปล่า อะไรประมาณนั้น ก็ไม่รู้สิ.... เราคิดอย่างนี้จริงๆ และเราเชื่อว่าเค้าเองน่าจะคิดมากกว่าเราอีก อิอิ

ติดต่อผู้สร้าง | กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี