จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

~~%~@ ดีส อีส อะ บล็อก @~%~~
อยากให้รอบๆตัวมีแต่ความรัก เมตตา อบอุ่น ไม่เบียดเบียน ไม่แก่งแย่ง ชิงดี อยากให้ทุกๆคนมีจิตใจที่สงบ ร่มเย็น...

12/03/2010 GMT 7

มันต้องเป็นแบบนี้เสมอ....

noop @ 20:25

.......เราเอารถไปเช็คระยะที่ศูนย์ ระหว่างรอก็นั่งเล่นเน็ทที่เค้ามีไว้บริการลูกค้าอ่ะ ก็ลองเปิดบล็อกตัวเองดู เออ..เพิ่งจะเห็นว่าถ้าเปิดบล็อกเรากับคอมพ์ที่เป็นจอแบบธรรมดา มันจะเห็นหน้าบล็อกไม่เต็ม ภาพข้างขวาจะเบียดตัวหนังสือไปเยอะเหมือนกัน นี่แสดงว่าถ้าคนที่เข้ามาบล็อกเราโดยใช้จอคอมพ์ธรรมดารุ่นเก่าหน่อยก็อาจจะงงว่าทำไมเราทำบล็อกไม่เต็มหน้าจอ อ่านลำบาก ก็ขอชี้แจงไว้ ณ โอกาสนี้เลยแล้วกัน เพิ่งรู้จริงๆ ด้วยโน๊ตบุ๊คที่เราใช้เขียนบล็อกเนี่ยพอดีมันเห็นครบไง แล้วเครื่องที่ออฟฟิศมันก็ดันเป็น ไวด์ สกรีน อีก เลยไม่มีโอกาสได้รู้ข้อจำกัดตรงนี้

....อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไปทำงานสัตหีบเหมือนเดิม ไปคราวนี้เจอปัญหาว่าลูกค้าที่อยู่ในรายชื่อของเราเค้าเปลี่ยนไป Deal กับเซลส์คนอื่น ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่เค้าก็เดินเข้ามาคุยกับเราเอง ก็พอเข้าใจนะ แต่อดจะนึกเสียดายรายได้ส่วนที่หายไปไม่ได้ เพราะเค้าไม่ได้ไปคนเดียวอ่ะ พาเพื่อนไปด้วย เงินหลักหมื่นเลยที่เราต้องเสียกับงานนี้ แต่ก็ต้องทำใจ ลูกค้าย่อมถูกต้องเสมอจริงมั้ย ไม่จริง เออ..เราก็ว่าไม่จริง อิอิ ไม่หรอกเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ สัญญากันมากกว่านี้ยังเจอเลย อ้ะ คิดในแง่ดี เผื่อวันนึงข้างหน้าเค้าอาจจะแนะนำญาติพี่น้องมาเป็นลูกค้าเราก็ได้ ของมันไม่แน่ไม่นอน...

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....พอมีเรื่องที่หนึ่งเรื่องที่สองก็ย่อมตามมา มือเรา ไม่รู้มันเป็นอะไร มันสากขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก หาสาเหตุไม่เจอ เราก็เดาความน่าจะเป็นไปเรื่อย อาจเป็นน้ำยาล้างจาน เพราะตอนญาติมาค้างบ้านเค้าซื้อรีฟิลมาเติมใส่ขวดเดิมที่เป็นซันไลท์ แต่เราไม่รู้ที่เติมยี่ห้ออะไร รึไม่ก็อาจจะเป็นโฟมล้างหน้า รึครีมนวดผม เพราะมันต้องเอามาถูกับมือก่อน รึไม่ก็สบู่ก้อน น้ำยาซักชุดชั้นใน นั่นแหละ เดาๆๆๆ เราก็ทดลองใส่ถุงมือเวลาจะนวดผมนะ ให้มือโดนครีมน้อยที่สุด แต่มันก็ไม่ดีขึ้น เปลี่ยนสบู่ก้อน เปลี่ยนน้ำยาล้างจาน ที่ลงทุนไป ปรากฎว่ามือดีขึ้นมานิดหน่อยเอง เลยปล่อยไปเลยตามเลย ช่างมันละกัน เด๋วมันลอกเบื่อแล้วก็คงกลับมาเหมือนเดิมเอง

....ไปเดินตลาดนัด เจอร้านกระเป๋ามือสอง ก็เลยลองเข้าไปดู ไปเจอใบนึง ชอบเลยนะ ถึงสายสะพายจะสั้นไปนิด แต่เราว่ามันก็พอใช้ได้ และเข้ากับรองเท้าที่เรามีอยู่พอดี ก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็วซื้อมา จาก 220 บาท เค้าลดเองเหลือ 180 เราก็ต่อแบบน่าหมั่นไส้มาก 170 อิอิ เหมือนวันนั้นมันจะรีบอะไรนักก็ไม่รู้ ถือว่าตัดสินใจเร็วมากในการซื้อของ ต่อราคาก็ทุเรศจริงๆ และพอเอาขึ้นมาดูที่ออฟฟิศ ก็เห็นเลย มันมีรอยเปรอะเหมือนสีตกใส่ บางส่วนก็ดูหมองๆเก่าๆ เราถอนหายใจเฮือกนึง เซ็ง เพราะในร้านมันก็ค่อนข้างมืดนะ เลยมองไม่เห็น อีกอย่างคือ ปกติเราจะคิดนานกว่านี้เวลาซื้อของตอนตังค์ไม่ค่อยมี แต่วันนี้เหมือนไม่ค่อยคิดพิจารณาเท่าไหร่ เลยได้ของไม่ค่อยดีมา แต่วันนี้ก็สะพายไปทำงานนะ ก็ช่างมัน

....อัพเรื่องหนุ่มๆให้ฟังนิดนึงละกัน เช้าวันนึง เราตื่นขึ้นมา เจอเมสเสจในโทรสับ แฟนเก่าเราส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึง พอสายๆเรานึกไงไม่รู้ก็ลองนัดพี่เค้าไปกินข้าวมื้อเย็นอ่ะ ใจนึงก็เตรียมฟังการตอบปฏิเสธนะ เพราะคิดว่าอย่างแฟนเราเค้าคงมีสาวๆนัดแล้วแหละ ที่ไหนได้เค้าตอบตกลงแฮะ เย็นนั้นเลยได้กินข้าวกัน แปลกที่เราแทบจะไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นเลย ทั้งๆที่ไม่เจอกันหลายปีแล้ว อืม พี่เค้าก็ยังไม่มีคนที่คบแบบแฟนจริงๆนะ แต่มีสาวๆเข้ามาเยอะ เค้าบอกเราว่างั้น เราเองก็เล่าเรื่องตำรวจมุสลิมให้ฟัง เพราะพี่เค้าก็ถามว่าเราคงมีหนุ่มๆเยอะละสิ เฮ้อ เลยเล่าความอึดอัดใจให้ฟัง ก็นั่งคุยกันอยู่ในร้านตั้งแต่ หกโมงสี่สิบ กว่าจะออกจากร้านก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ที่ออกมาก็ไม่ใช่อะไร เพราะเราเองแหละที่ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า แต่พี่เค้าไม่ต้องตื่นเช้าไง เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันพัก ไม่ต้องทำงาน นี่เราก็คิดถึงเค้านะ อยากจะได้นั่งคุยกันอีก ไม่รู้จะมีหวังรึเปล่า.......

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

28/02/2010 GMT 7

เจอแบบเนี้ย....

noop @ 21:47

.....เหนื่อยชิบเป๋งวันนี้ไปทำงานสัตหีบ ขับเส้นมอเตอร์เวย์ มันเป็นช่วงหยุดต่อเนื่องสามวันด้วยมั้งรถตรงจุดพักบนมอเตอร์เวย์เลยเยอะแยะ จอแจยังกับเยาวราช หาที่จอดแทบไม่ได้ บางคนเลยจอดแบบซ้อนคันมันซะงั้น เราก็ค่อยๆขับเลียบดูไปว่าจะมีคันไหนออกบ้าง คือจะจอดกินข้าวเช้าอ่ะ ปรากฎเราขับมาถึงหน้าร้านข้าวแกงร้านนึง เราเห็นรถกระบะหน้าร้านมันกำลังจะถอยออก เพราะไฟถอยหลังติดแล้ว แต่คนขับเหยียบเบรคไว้เหมือนจะรอให้หลังว่างแล้วค่อยถอย เราก็จอดรอให้เค้าถอยเลยเพราะที่ข้างหน้าเรามันพอถอยได้อยู่แล้ว ด้านหลังเราก็เป็นฟอร์จูนเนอร์คันนึง จอดรอเหมือนกัน เชื่อมั้ยว่า ไอ้กระบะปัญญาอ่อนนี่ แทนที่มันจะถอยออกมา เพราะมันก็เห็นแล้วว่ามีรถรออยู่ มันได้แต่เหยียบเบรคค้างไว้อย่างนั้นตั้งนาน เราก็งง เพราะมองดู ทั้งคนขับคนนั่ง ก็เต็มรถแล้ว มันก็ไม่น่าจะจอดรอใครแล้วนี่ และเราก็เห็นคนขับมันก็มองกระจกส่องหลังอยู่ แต่ไม่ยอมถอย เราก็เริ่มงง ผสมหงุดหงิด จะจอดรอนานก็ไม่ได้ เพราะคันหลังเรามันก็ต้องจอดรอไปด้วย

........เรานั่งอึดอัดดูมันเหยียบไฟถอยหลังโชว์อยู่อย่างนั้นจนรอไม่ไหว เลยสรุปในใจว่าไอ้เวรนี่มันคงกั๊ก ให้เราขับเลยไป แล้วถึงจะถอยออกมาแน่ๆ เราก็เลยเคลื่อนรถออก ก็เป็นจริงตามคาด พอรถเราเลยท้ายรถมันเท่านั้นแหละ กระบือที่ขับกระบะคันนั้นมันก็ค่อยๆถอยรถออกมา แบบเชื่องช้าน่ากระทืบยิ่งนัก ความจริงเราว่าควายเป็นสัตว์ที่น่ารักนะ แต่ต้องขอโทษจริงๆ ไม่รู้จะใช้คำไหนเรียกไอ้บ้านั่น ให้รู้สึกเจ็บแสบ ความจริงกระบือมันก็ยังไม่สมควรได้เป็นด้วยซ้ำไป เพราะกระบือเป็นสัตว์ทีมีประโยชน์ นึกภาพตอนที่เห็นมันค่อยๆบรรจงถอยรถแล้วโมโหชิบเป๋ง เราเลยต้องไปจอดโน่นนนนเลย จะถึงปั๊ม ป.ต.ท.อยู่แล้ว เกือบสุดทาง มื้อเช้านี้เลยต้องกิน KFC เพราะเป็นร้านสุดท้ายตรงนั้นอ่ะ แต่ก็โอเค ได้กินช๊อคโกแลตเย็น อร่อยกว่าไปซื้อแบบชงๆเอา จริงๆนะ เราชอบกินช๊อคโกแลตแบบในร้านพวกนี้มากกว่าไปสั่งชงเป็นแก้วๆอ่ะ มันอร่อยต่างกัน

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

.......พอกิน KFC เสร็จ ก็ขับออกมาเข้าเลนมอเตอร์เวย์อีกครั้ง เราเพิ่งเข้าเลยอยู่เลนซ้ายสุดมีฮอนด้าซิตี้รุ่นใหม่คันนึง ขับอยู่เลนสองถัดเราไป กระจกหลังรถติดสติกเกอร์ตำรวจทางหลวง ก็ขับกันไปดีๆ อ้าวอยู่ๆ ไอ่ฮอนด้ามันขับเข้ามาเบียดเราเฉยเลย ครั้งแรกแค่เบนมานิดนึงแล้วหักกลับ พอครั้งสองสิ มันเข้ามาท้ายมันจะโดนหน้ารถเราอยู่แล้ว เราก็กดแตรใส่มันเต็มๆเลย มันก็เหมือนตกใจหักเข้าเลนมัน เราเซ็งอารมณ์เหมือนกันนะ อะไรกันวะวันนี้ แต่ก็ไม่โกรธมันเท่าไหร่ เหมือนว่าเคสพอรับได้มั้ง ก็จนมันเข้าเลนเรา แต่ความเร็วเรามากกว่ามันเราเลยแซงออกขวา พอแซงมันได้ก็กะจะหันไปมองซะหน่อย ปรากฎว่ามันรู้ตัวแฮะ ยกมือขอโทษเราด้วยอ่ะ อิอิ ความจริงที่ดิฉันอยากจะเห็นหน้าคุณก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ เห็นติดสติกเกอร์ตำรวจทางหลวง เลยอยากรู้ว่าหล่อรึเปล่า อิอิ ไม่ได้โกรธไรมากมายหรอก อิอิ ทุเรศมั้ย อ้วกได้ เชิญๆ...

.........ไปถึงที่ทำงานโคตรจะร้อนเลย ที่จอดรถกลางแดดกันเลยทีเดียว สงสารรถมาก ลูกค้าที่สัตหีบก็ไม่รู้จะเชื่อมั่นเรามากน้อยแค่ไหนนะ เพราะเราก็เซลส์หน้าใหม่ของที่นี่อ่ะ ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นพอสมควร ได้รายชื่อลูกค้าที่ต้องติดต่อมาแล้วก็เห็นเป็นทหารเรือหลายคน เพราะเค้าทำงานอยู่สัตหีบกันทั้งนั้นละมั้ง ก็ดีเหมือนกันเปลี่ยนจากตำรวจมาคุยกับทหารเรือบ้างเผื่อวิสัยทัศน์จะดีขึ้น เออ ลืมเล่า เมื่อวานไปซื้อของที่ตลาดสดแห่งนึง กว่าจะหาที่จอดได้ก็วนอยู่นาน จนมาเจอที่นึง แต่มันเข้ายากอ่ะ เพราะมีรถจอดซ้อนคันฝั่งตรงข้าม มันปิดมุม เลยทำให้ต้องหักวงเลี้ยวแคบมากๆ เราหักยังไงๆก็เข้าไม่พอ เลยตัดสินใจลงมาจะเข็นไอ่รถที่ขวางอยู่ออก ที่โคตรเซ็งคือ ตอนนั้นมีรถคนนึงที่มันก็จะออกจากที่จอดฝั่งตรงข้าม ซึ่งเราเห็นแล้วมันออกไม่ได้หรอก เพราะไอ่คันที่เราจะเข็นเนี่ยมันก็ปิดมุมอยู่ ต้องเข็นมันถอยไปข้างหลังก่อน


upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....... เราเข็นรถคันนี้แบบทรมานฝ่ามือมากๆเลย เพราะมันจอดกลางแดดคิดว่านานแล้วหล่ะ ฝากระโปรงแทบจะปิ้งบาร์บีคิวสุก แต่ทำไงได้เราก็พยายามเข็นไปทีละนิดๆนะ ไอ่คนบนรถคันที่มันจะออกน่ะ มันก็ใจเย็นโคตรๆ มันนั่งเบิ่งตาดูเราอยู่ในรถมันแหละ รอจนเราเข็นพ้น ไม่มีการลงมาช่วยใดๆ ทั้งๆที่มันก็ผู้ชายนะ ไอ่รถที่เราเข็นอ่ะฮอนด้าแอคคอร์ดรุ่นใหม่ ตัวเบ้อเริ่ม หนักก็หนัก นั่นแหละ เราเข็นเสร็จไอ่คันที่มันนั่งดูเรามันก็ขับออกมาเลย แหม๋ โคตรแล้งน้ำใจ เอ..รึว่าหน้าเราเหมือนคนรับใช้บ้านมันวะ มันเลยคิดว่าเป็นหน้าที่เราต้องเข็นให้มันอยู่แล้ว เออ..แหม๋ คิดออกแล้ว สบายใจดีจัง ตอนแรกนึกว่ามันเอาเปรียบเราซะอีก อิอิ.....

26/02/2010 GMT 7

สิ่งที่ให้กำลังใจ (ภาคจบ) ........

noop @ 20:59

......มันก็ไม่ใช่ว่าเวลาที่มีปัญหาเข้ามามากมาย แล้วเราจะสามารถฝ่าไปได้ด้วยกำลังใจจากตัวเราเองคนเดียวหรอกนะ โอเค มีบ้างที่ไม่ต้องโทร ไม่ต้องปรึกษา ไม่ต้องระบายกับใคร แต่ จำได้มั้ยหลังจากวันที่เราไปงานฝังลูกนิมิตวันวาเลนไทน์ที่แฟนเก่าเราส่งข้อความมาอ่ะ ปรากฎว่าหลังจากนั้นอาทิตย์ถัดมา เราอารมณ์เม้งมากๆ ฟุ้งซ่าน วุ่นวายใจ มองไปทางไหนก็หดหู่ ไม่มีใครโทรหา ไม่มีใครตอบเมล เหงาสุดๆ ตังค์ก็ไม่มีด้วยนะตอนนั้น ไม่รู้จะทำไง เราไม่อยากโทรหาใครด้วยนะ อยากให้มีคนโทรมาหามากกว่า ไม่ใช่ทิฐิอะไรหรอก แต่ลองนึกดูแล้วกัน ตอนที่คนเราอยากได้กำลังใจ ท้อแท้ ตอนนั้น ถ้ามีใครสักคนโทรเข้ามาพูดคุยด้วย ความรู้สึกมันคงปิติเกินบรรยาย มันคงต่างมากจริงๆกับการที่ตัวเราเป็นฝ่ายโทรไปขอกำลังใจจากคนนั้น คนนี้ นั่นแหละ เราเลยไม่โทร แต่มันก็ยิ่งเศร้านะ ยอมรับ จนคืนนึง มันคิดมากจนจะอยู่กับตัวเองไม่ได้ เราเลยนึกถึงแฟนเราขึ้นมา อืม จริงสินะ พี่เค้าส่งข้อความมาให้เรา แสดงว่าคงจะยังเมตตาเราอยู่บ้าง เลยตัดสินใจ อ๋อ ไม่ได้โทรหรอก อิอิ เพราะไม่แน่ใจว่าเค้าจะอยู่คนเดียวหรือเปล่า เราเลยส่งข้อความ เราถามแฟนเราว่า "พี่คะ หนูไม่ได้เป็นคนอ่อนแอใช่ไหม ที่วันนี้หนูร้องไห้ออกมาเพราะความเปลี่ยวเหงาในชีวิต" เนี่ย ประมาณนี้ เราส่งไปเสร็จก็ปิดโทรศัพท์เลย คือเหมือนขอแค่จินตนาการว่าให้เค้าเปิดอ่านและรับรู้ก็พอ และใจนึงก็กลัวว่าถ้าเปิดเครื่องไว้เราจะกลายเป็นนั่งเฝ้ารอข้อความตอบ และอีกอย่าง โห หลายอย่างจริง อิอิ นั่นแหละ อีกอย่างเดียวอย่างสุดท้ายคือ ในตอนนั้น เรากลับไม่อยากจะพูดกับใครนะ อยากเงียบๆ แค่ส่งข้อความประโยคสั้นๆพอ ก็เลยปิดโทรศัพท์

......จนตอนเช้า เราเปิดโทรศัพท์ ปรากฎว่าพี่เค้าตอบกลับมาด้วยล่ะ ว่า "ร้องไห้กับตัวเอง บางทีก็ดีเหมือนกันนะ.." แค่ประโยคนี้ ก็ทำให้เรามีกำลังใจออกไปทำงานได้ทั้งวัน และเชื่อมั้ยว่า วันรุ่งขึ้นเราก็ดีขึ้นตามลำดับ จนวันนึงเราเลยส่งข้อความไปบอกแฟนเราว่า "วันนี้หนูพอยิ้มได้แล้ว หนูจะยิ้มให้พี่นะคะ" แฟนเราตอบกลับมา "ยินดีค่ะ เพราะรอยยิ้มของน้องทำให้โลกสดใส.." ดีใจมากๆเลยอ่ะ อ่อ แปลกใจใช่มั้ยที่แฟนเราพูด "ค่ะ" อืม ตำรวจไทยนี่แหละ แต่เค้าพูดคะ ขา กับเรา กับสาวๆคนอื่นด้วย อิอิ หมายถึงตอนที่พี่เค้าอารมณ์ปกตินะ แต่ถ้าโมโหละก็... คงไม่พูดงี้อ่ะ

........นอกจากกำลังใจจากแฟนเก่าแล้ว เรายังมีความลับอีกเรื่องนึง อิอิ คงจำได้นะว่าเราชอบดูการ์ตูนวอลต์ ดิสนี่ย์ เรื่อง ซินเดอเรลล่า ใช่แล้ว นี่แหละความลับในการสร้างกำลังใจของเราอีกวิธีนึง ไม่ว่าเราจะทุกข์จากเรื่องงาน เรื่องหัวใจ เรื่องไม่มีตังค์ใช้ หรืออะไรก็ตาม ถ้าสิ่งเหล่านั้ทำเราท้อถอย เราจะชอบหยิบการ์ตูนเรื่อง ซินเดอเรลล่า มาเปิดดู เราชอบภาค 1 กับภาค 3 ซินเดอเรลล่า เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย สุภาพ แต่เธอก็เป็นคนที่เด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ และเชื่อมั่นในพลังแห่งความฝันของตัวเอง ภาค 1 ใครๆก็คงคุ้นกับเรื่องราว ที่แสดงให้เห็นพลังของความดี ความอดทน ไม่ย่อท้ออุปสรรค แต่โอเคแหละ ซินฯก็ไม่ได้ทุกข์คนเดียวเพราะยังมีเจ้านก หนู หมาบรูโน่ เป็นเหมือนเพื่อนคอยชั่วเหลืออยู่ ล่าสุดเราดูภาค 3 คือซื้อมาดูนานแล้ว แต่เพิ่งอยากจะดูอีกทีเมื่อตอนจิตตกไม่นานมานี้แหละ ก็เอามาดู เราอยากจะบอกทุกคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิตเลยว่า มันเป็นการ์ตูนที่ช่วยให้คนเรากลับมามั่นใจ กล้าเผชิญโลก ด้วยความมุ่งมั่น ตามความฝันของตัวเอง ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ยิ่งภาค3 นี่โชคชะตาเล่นตลก โดนแกล้งแบบทรมานจิตใจอ่ะ แต่ซินฯก็ลุกขึ้นมาสู้ เราดูจบแล้วก็มีกำลังใจทันทีเชื่อไหม จากวันที่ท้อแท้ ไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกายแม้แต่จะพาตัวเองไปอาบน้ำ อยากจะนอนเป็นร่างไร้ชีวิตอยู่อย่างนั้น แต่พอได้ดูความไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาของซินเดอเรลล่าแล้ว เราลุกแบบดีดสปริงฉับไวไปอาบน้ำได้ทันทีที่การ์ตูนจบ มีความสุขม๊ากมาก อยากให้ลองซื้อติดบ้านไว้ เวลาท้อก็เอามาเปิดดู มันช่วยได้จริงๆนะ

24/02/2010 GMT 7

สิ่งที่ให้กำลังใจ.....

noop @ 22:23

.....เคยได้ยินเรื่องการไหว้เทพขอเนื้อคู่มั้ย เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยนะ จริงๆ ซึ่งน่าแปลกมากเพราะถ้านับจากอายุแล้วไม่น่ามีเรื่องไหนที่เราจะไม่รู้ อิอิ แปลว่าอยู่บนโลกมานานไง รึแปลอีกทีคือแก่นั่นเอง เออ นั่นแหละ มีวันนึง ช่วงปลายเดือนธันวา อิอิ นานใช่มั้ย เด๋วจะบอกว่าทำไมถึงเพิ่งมาเล่า ก็คือช่วงปลายเดือนธันวาเราเปิดเน็ทอ่านเว็บทั่วๆไปนี่แหละ แล้วไม่รู้ยังไง มัน Link มาเจอเว็บนึงที่พูดเรื่องการไปไหว้สักการะองค์เทพที่ประทานเรื่องเนื้อคู่ หรือคู่ครองโดยเฉพาะ โห คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าเราจะจดจ่อกับเว็บนี้แบบสุดๆขนาดไหน ก็อยากมีแฟนนี่หว่า สรุปได้ความว่า องค์เทพชื่อตรีมูรติ ซึ่งสถานที่ที่คนไปไหว้สักการะแล้วได้คู่สมความปรารถนากันมากที่สุดคือบริเวณลานหน้าเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ซึ่งตรงนั้นจะมีทั้งเทวรูปของพระคเณศร์ และองค์ตรีมูรติ วันเวลาในการไหว้ขอพรคือ วันพฤหัสบดี ส่วนเวลามี 2ช่วง คือ ตั้งแต่ 9.30 เป็นต้นไป และอีกช่วง คือ 21.30 เพราะเค้าเชื่อกันว่าจะเป็นช่วงที่ท่านลงมาโปรดพวกเรานี่แหละ รึเรียกอีกอย่างว่าทรงลงมาประทับทรง upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง
แค่เราได้อ่านเว็บ เราก็เชื่อทันทีเลย จริงๆนะ เพราะในเว็บนี้คนที่ขอพรแล้วสำเร็จเค้าก็จะมาแสดงความเห็นไว้ในเว็บด้วย ซึ่งก็เยอะพอสมควร เราเลยตั้งใจไว้ว่า วันพฤหัส ที่ 31 ธันวา ซึ่งเป็นวันหยุดอ่ะ เราจะไปไหว้ท่าน ซึ่งเราก็ไปจริงๆแหละ แต่เราไปตอน 9.30 นะ เพราะช่วงกลางคืน ลานหน้าเซ็นทรัลเค้าจะจัดงาน Countdown ก็จะไม่เหมาะกับการไปสักการะอยู่แล้ว เราน่ะเตรียมเขียนใส่กระดาษไปเลยนะว่าจะขอเนื้อคู่รูปร่างหน้าตา ลักษณะยังไง แบบละเอียดมากเลย กะแบบม้วนเดียวจบ ครบไปเลย อิอิ และเราก็ขอท่านด้วยนะว่า ขอให้เจอคนๆนี้ภายในเดือนมกราคม 53 แต่สิ่งที่เรากังวลคือ เทียนแดงที่เราเตรียมไปอ่ะ คือเค้าก็มีขายหน้าลานแหละ แต่เราเตรียของเราไป ปรากฎว่า ที่เราเอาไปเทียนมันเล่มใหญ่ไปนิด ไม่สะดวกตอนจุดแล้วตั้งกับขอบหินอ่อนน่ะ มันตั้งไม่อยู่ แต่เทียนที่ร้านเค้าขายมันเป็นแบบเทียนวันเกิดเล่มจิ๋วๆ ตั้งง่ายกว่า ก็นี่แหละ ประเด็น เราพยาย๊าม พยายาม ตั้งเท่าไหร่ๆก็ตั้งไม่ได้ คือต้องรวบเทียนให้มันชิดติดกันเป็นคู่ด้วยไง โห ยากอ่ะ น้ำตาเทียนสีแดงเต็มแท่นหินอ่อนแล้ว เทียนก็ยังตั้งไม่ได้ เราแบบตื่นเต้น ตกใจ กลัวก็กลัว เหมือนเรื่องที่อธิษฐานจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เรามักจะคิดว่าดูจากเทียนว่าตั้งได้หรือไม่ได้ มันไม่มีบทไหนบัญญัติไว้หรอกเรื่องนี้ แต่มันเหมือนคิดเชื่อมโยงเอาเองอัตโนมัติ จนเวลาผ่านไปน่าจะเกินสิบนาทีอ่ะเฉพาะแค่ตั้งเทียน สุดท้ายตั้งได้ แต่ก็ใจไม่สบายซะแล้ว อืมมม จะได้รึเปล่าหนอ.....

.......คิดว่าไงอ่ะ ภายในเดือนมกรา ตอนที่เล่าอยู่นี่ก็จะหมดกุมภาแล้วล่ะ อิอิ สรุปก็คือ ยังไม่ได้ตามที่ขอนะ คือมีคนแนะนำให้รู้จักคนนึงเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แบบที่เราขอท่านไว้ เลยคิดว่าน่าจะไม่ใช่ แล้ว ตอนนี้ก็เลิกไปแล้วด้วย เนี่ย เลยมาหนึ่งเดือน แต่เราก็ยังไม่ละความพยายามนะ มีท้อบ้าง แต่คิดว่าถ้ามีเวลาจะไปอีก แต่ว่าจะลองไปตอนสามทุ่มครึ่งดู เพราะมีคนบอกว่าขอความรักควรขอกลางคืน ไว้จะลองไปดู ช่วงนี้นอกจากงานแล้ว เรื่องหัวใจเราก็เอาตัวไม่รอด อยู่ดีๆก็เกิดทุกข์ เกิดความกระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน เรากดดันตัวเองด้วยความคิดที่ว่า เราอายุมากแล้ว เราอายุมากแล้ว มันเหมือนสัญญาณหมดเวลากำลังจะดังประมาณนั้น และก็ช่วงเดียวกันนี่แหละไม่รู้เป็นไง เราจะต้องได้ยินได้ฟังเรื่องผู้หญิงที่โชคดีได้แต่งงานกับนายตำรวจประจำเลย ไม่รู้จะตอกย้ำปมอะไรนักหนา อิอิ พยายามคิดปลอบใจตัวเอง หาข้อดีต่างๆมาคิด แต่มันก็เหมือนหลอกตัวเอง หลอกข้อเท็จจริงนะ เพราะความจริงคือ เรารู้ว่านายตำรวจที่ไม่มีแฟนน่ะหายากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด โอกาสที่เราจะได้รู้จักเกือบจะเป็นศูนย์ และเราก็โรคจิตด้วยไม่รู้เกิดจากอะไรถึงชอบแต่ตำรวจแบบชอบมากเลย ไอ่รวย สบาย คุณนาย อะไรพวกนี้เราไม่สนใจเลยนะ เพราะตอนเราคบกับแฟนเก่าเรา เค้าก็ไม่ได้รวยอะไร ออกจะจนด้วยซ้ำ และพี่เค้าก็เคยขอเราแต่งสองหน โอกาสเป็นคุณนายก็มีแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ตกลง คือตอนนั้นคิดแต่จะเรียนต่ออย่างเดียวอ่ะ มันไม่มีความรู้สึกว่าฉันจะต้องเป็นคุณนายต้องสบายกว่าคนอื่นอะไร เพียงแต่เราบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบตำรวจ คือมันเหมือนมีรากต้นอะไรสักอย่างแผ่ขยายอยู่ในตัวเรามานานแล้ว และมันก็เจริญเติบโตจนตอนนี้ก็ยากเกินกว่าที่เราจะทำลายมันทิ้งได้ง่ายๆ เราลำบากใจกับเรื่องนี้มากเลย เพราะเหมือนยิ่งเดินยิ่งเข้าไปใกล้ทางตัน รู้อยู่แล้วว่าข้างหน้าไม่มีทางออก แต่ก็ไม่รู้จะทำไง หยุดก็หมดหวัง เดินต่อก็เป็นทางตัน....


upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

Waiting for the perfect man.....

20/02/2010 GMT 7

ยังไม่หายไปไหน.....

noop @ 20:56

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

.....ผ่านไปแล้วตรุษจีน วาเลนไทน์ ชอบประโยคนึงไม่รู้ไปได้ยินที่ไหนมาเค้าบอกว่า "ไม่มีทั้งหัวหมูและดอกกุหลาบ" คือคนที่พูดเค้าอกหักรึอะไรสักอย่างนี่แหละ เออ ฟังแล้วก็เห็นภาพดี สำหรับเราก็ด้วยความที่ว่าตารางงานในเดือนกุมภานี้ต้องย้ายไปทำไกลกว่าเดิมอีก แต่ก็ยังอยู่ในชลบุรีนะ เพียงแต่ขยับอำเภอไปสัตหีบโน่น ไปกลับก็สามร้อยกว่ากิโล ยังดีนะที่ไม่ต้องไปทุกวัน ยังมีทำงานในกรุงเทพด้วย ก็นั่นแหละ ด้วยความที่ต้องเปลี่ยนที่ทำงาน เลยต้องไปดูสถานที่ก่อน เพราะไม่รู้มันอยู่ไหนอ่ะนะ สาขานี้ยังไม่เคยไป เรามีวันว่างก็ในช่วงตรุษจีนพอดีอ่ะ ก็เลยขับรถไป ไปแวะกินข้าวเช้าบนมอเตอร์เวย์ คนที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นคู่บ้าง เป็นแฟมิลี่บ้าง เป็นกลุ่มเพื่อน แต่เรา.. หญิงเดี่ยวหว่ะ ก็ขับไปเรื่อยๆตามเส้นทางที่ได้รับข้อมูลมา ก็หาไม่ยาก แต่ขับเลยไปหนึ่งยูเทิร์น เพราะไม่รู้จะสังเกตตรงไหนว่าเนี่ยคือทางเลี้ยวเข้า เลยขับเลย แล้วอาศัยเดาเอาว่าน่าจะไอ่ทางแยกที่ผ่านมาเมื่อกี้มั้ง เลยไปยูเทิร์นกลับมา แล้วก็ใช่จริงๆ

.....ตอนกลับก็ไม่ยากนะ ช่วงที่เราขับถึงมอเตอร์เวย์ เห็นป้ายโฆษณางานปิดทองฝังลูกนิมิตของวัดแถวๆนั้น สองสามวัด เราดูนาฬิกาประมาณบ่ายสามโมง เห็นว่ายังพอมีเวลา คิดว่าถ้าแวะสักหน่อย คงกลับไปกรุงเทพฯไม่ค่ำมาก ทั้งที่ไม่มีข้อมูลเลยนะว่าวัดอยู่ไกลจากมอเตอร์เวย์แค่ไหน แต่ก็ตัดสินใจเลี้ยวออกจากมอเตอร์เวย์ไปตามป้ายโฆษณาของวัด ทางก็ไม่ค่อยดีนะ เป็นหลุมบ่อพอสมควร เพราะมันมีทั้งราดยางและโรยกรวดโรยหินธรรมดาอ่ะ ขับไปก็ดูป้ายไปเรื่อยๆด้วย วัดแรกที่ไปถึงก็วัดป่าเขาพุวนาราม ขึ้นเขาไปเล็กน้อย พอเมื่อย คนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ก็ทำบุญปิดทองตามกำลังศรัทธา ไปต่อวัดที่สอง ก็ขับเลยไปทางอ่างเก็บน้ำบางพระ วิวสวยมาก เป็นอ่างเก็บน้ำอ่ะนะ กว้างไกล มองไปแล้วรู้สึกจิตใจสงบสบายดี วัดนี้ชื่อวัดสันติภักดิ์ ก็ทำบุญเหมือนๆเดิม เหลืออีกหนึ่งวัดต้องขับย้อนกลับไปทางเดิมแต่เลยวัดแรกไปเข้าอีกแยกนึง ชื่อวัดราษฎร์ศรัทธา บรรยากาศก็เหมือนงานปิดทองฝังลูกนิมิตทั่วไปแหละนะ แต่ที่สังเกตได้คือวัดแถวนี้เค้าจะมีทหารเรือเป็นคนดูแลอยู่ในบริเวณงาน เป็นเหมือนกันทุกวัด เราออกจากวัดสุดท้ายประมาณห้าโมงกว่า ก็ขับกลับกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่สองนะที่ไปงานปิดทองฝังลูกนิมิตคนเดียว ครั้งแรกก็วัดพืชอุดม ที่ไม่ประทับใจเลย เคยเล่าไว้แล้วในบล็อกนี่แหละ

....วันที่เราไปอ่ะวันเสาร์ เชื่อมั้ยว่าพอเช้าวันอาทิตย์เราก็พาแม่เราไปอีกนะ วัดเดิมนี่แหละ คืออยากให้เค้าได้ทำบุญ อีกอย่างคือเรารู้สึกว่าทางไปมันก็ไม่ลำบากอะไร ขากลับเราพาแม่ไปแวะตลาดหนองมน ซื้อกับข้าว แต่ตอนกลับขับหลงเหมือนกัน เพราะไม่เคยขับไปหนองมน เลยไม่รู้กลับเข้ามอเตอร์เวย์ยังไง อิอิ เคยแต่กลับทางพัทยา อันนั้นมันง่ายอ่ะ ก็ขับแบบสังเกตป้ายที่เขียนว่า "กรุงเทพฯ" มาเรื่อยๆ จนเห็นป้ายพนัส-มอเตอร์เวย์ โอว..รอดแล้วโว้ย เทพเจ้ามอเตอร์เวย์โปรดนำทางลูกด้วยเถิด อิอิ....
.......กลับถึงบ้านสี่โมงเย็น ก็นั่งพักเหนื่อย อืม ลืมบอกไปว่า มันตรงกับวันวาเลนไทน์พอดีนะวันอาทิตย์นี้ และแฟนเก่าเราเค้าส่งข้อความมาอวยพรเราด้วย ดีใจมากเลยที่พี่เค้ายังมีความปรารถนาดีให้ เราก็เลยอวยพรให้พี่เค้าเหมือนกัน ประมาณห้าโมงกว่า ตำรวจมุสลิมโทรมาหาเรา เราดีใจแทบตาย ทั้งๆที่ใจก็ยอมรับเวลาที่เค้าหายไปนะว่าคงจบกันแค่นี้ คือคิดตลอดว่าพร้อมจะจบทุกเวลาที่ห่างกันไป แต่พอเค้าโทรมาก็ยังดีใจนะ แต่เราก็พูดกับเค้าไม่ค่อยดีหรอก ดุบ้างทำเป็นไม่สนใจบ้าง ทั้งๆที่ใจน่ะแพ้ตั้งแต่แรกที่หลงไปชอบเค้าแล้ว เราไม่ชอบการกระทำตัวเองเท่าไหร่นักหรอกที่ทำเป็นหยิ่ง ทำหมางเมิน เพราะมันฝืนความจริงที่เรารู้สึก ไม่ชอบเป็นแบบนี้เลย

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

06/02/2010 GMT 7

วันนี้หยุด....

noop @ 23:05

.....เราชักเริ่มรู้สึกมีความสุขกับห้องสมุดแฮะ งานที่ต้องยืมหนังสือมาค้นข้อมูลชิ้นนั้นน่ะทำเสร็จส่งไปแล้ว วันที่เราเอาหนังสือไปคืน พอจะเดินกลับ นึกไงไม่รู้ เดินเข้าไปใหม่ เสิร์ชคอมพ์ นึกว่าจะหาหนังสืออะไรดีนะที่คิดว่าอยากจะอ่าน นึกอะไรไม่ได้นอกจากหนังสือแนวธรรมะ อืม เราคงใกล้วัยทองแล้วมั้ง เราเลือกเสิร์ชจากชื่อผู้แต่ง พิมพ์ลงไป "พระไพศาล วิสาโล" ขึ้น List มาเพียบ เลือกมา 6 แปลกที่ว่าแต่ละเล่มมาจากคนละสำนักพิมพ์แต่ขนาดของเล่มเท่ากันหมดเลย ถือง่าย สะดวกมือมาก จะบอกชื่อสักสองสามเล่มนะ เล่มแรก "ท้อแค่ไหน ต้องไม่อ่อนแอ.." อีกเล่มนึง "ทุกข์เพียงใด..ต้องไม่ยอมแพ้" คือมันเป็นเซ็ทน่ะ สำหรับเล่มสองเนี่ย เคยอ่านมาครั้งนึงแล้ว ที่คลินิกทำฟัน ตอนนั่งรอหมออ่ะ จำหน้าปกได้ ได้อ่านอีกก็ชอบมาก ยกตัวอย่างหน้า 92 ท่านเขียนไว้ว่า

"ไม่มีที่ปลดปล่อยเราจากความทุกข์เพราะถูกทำร้ายได้ดีไปกว่าการให้อภัย
การให้อภัยจะช่วยให้เราเป็นอิสระจากกรงขังที่เราสร้างขึ้นไว้เอง
อันได้แก่กรงขังแห่งความเคียดแค้นพยาบาท
ต่อเมื่อสลัดความเคียดแค้นออกไป
อิสระภาพจึงจะบังเกิดขึ้น..."

.....ส่วนเล่มอื่นๆก็ "คืนความสุขให้ชีวิต" "ธรรมสว่างจิต" ฯลฯ ก็คงต้องหาเวลาอ่านให้ได้ เพราะมีเวลาไม่กี่วันต้องเอาไปคืน ลืมเล่าให้ฟังว่า ปกติเราไม่ค่อยดูที.วี.นะ ไม่ค่อยชอบ ถ้าจะดูหนังก็เปิดกับโน๊ตบุ๊ค แต่หลังๆรู้สึกเกรงใจมันมาก เพราะเครื่องมันร้อนน่าดู เราเลยตัดสินใจ ซื้อที.วีกับเครื่องเล่น DVD มาไว้ในห้อง เรื่องจริงเลยนะ เราไม่เคยมี DVD มาก่อนเลย เนี่ยเพิ่งจะคิดซื้อ เราก็ยกเองจากรถขึ้นมาไว้ชั้นสองในห้องนอน ตอนขึ้นบันไดลำบากมาก ที.วีแค่ 21 นิ้ว แต่กล่องลังกระดาษที่ใส่ที.วีมันค่อนข้างใหญ่ หนักมากด้วยสำหรับเรา เชื่อมั้ยว่ากว่าจะยกมาถึงห้อง ขอบกล่องมันก็ขูดกับแขนเราจนเป็นแผลถลอกทั้งสองข้างเลย อืม ช่างมัน หลังจากนั้นเราก็ย้ายของจากตู้กระจกที่มีไว้วางพวก ที.วี กับเครื่องเสียง แต่เราเอามาใส่หนังสือกับพวกของสะสมต่างๆอ่ะ นั่นแหละต้องย้ายของออกหมด เพื่อให้ตู้มันได้ทำหน้าที่จริงๆของมันซะที ก็เอาที.วี.วางข้างบน DVD วางข้างๆ ส่วนในตู้กระจก เราก็ไปเอาแอมป์กับลำโพงชุดเก่าที่เราซื้อเมื่อสิบปีที่แล้ว และไม่ได้ใช้เลยอ่ะ (ฝุ่นเพียบ) ก็ไปยกมันมาเช็ด ทำความสะอาด แล้วก็ต่อแอมป์เข้ากับDVD แล้วค่อยพ่วงDVD ไป ที.วี อีกทีนึง แค่นี้ก็เป็น โฮมเธียเตอร์แล้ว อิอิ ประหยัดดี พอต่อสายต่างๆเสร็จ ก็หยิบแผ่นหนังมาลองดู รู้มั้ยว่าเราลองเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก อิอิ การ์ตูนเรื่องซินเดอเรลล่า ภาค1 อ่ะ ชอบมาก

.......เราเคยบอกรึยังว่าเราชอบดาราที่ชื่อ เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ ที่เล่นเป็น ELEKTRA น่ะ จะบอกว่าอีกเรื่องที่เราชอบดูคือ ALIAS พยัคฆ์สาวสายลับ หนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีใครไม่โกหกนะ และได้เห็นว่า เมื่อคนเราเจอปัญหาต่าง แต่ละคนจะมีวิธีในการจัดการยังไง ความเครียด การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด การเสียสละ การต้องยอมจำนนกับคำพูดที่เรารู้ว่าเราไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องยอม หลายๆอย่างที่เราได้ดูจากหนังเรื่องนี้ เดี๋ยวไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง ไม่รู้สิ เราชอบบทพูดของตัวละครมากๆเลยด้วย คือมันพูดเหมือนตัวมันเองคิดออกมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าเรารู้สึกว่ามันพูดเพราะคนเขียนบทบังคับความคิดมันอ่ะ

05/02/2010 GMT 7

ตั้งให้หน่อยสิชื่ออ่ะ.....

noop @ 19:50

.....ยังจำกันได้มั้ยเนี่ย คนเขียนบล็อกไง อิอิ หายไปนานพอควร จะบอกว่างานเยอะมาก และเดินทางตลอด ไปเชียงราย ไปพม่ามา (ไม่ใช่มาม่านะ) เรื่องหนุ่มๆก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ความจริงตอนที่หายไปมีเรื่องที่คิดว่าจะเข้ามาคุยหลายเรื่องมาก แต่พอเข้ามาจริงๆก็หมดแรงจะเขียนซะงั้น งานเยอะ เครียดจริงๆนะ มีช่วงนึงหน้าตาโทรมไปเลยอ่ะ เพราะอดนอน ต้องทำงานให้เสร็จ กลับค่ำทุกวัน แหวะ...

.....เราต้องทำงานยากชิ้นนึง ไม่มีข้อมูลในหัวสมองเลย ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เลยต้องไปห้องสมุดยืมหนังสือมาอ่าน แปลกมะ เข้าห้องสมุดแต่ดันยืมหนังสือ อิอิ ที่ถูกต้องยืมสมุดใช่ป่ะ นั่นแหละ ก็เอามาอ่านดูแนวทางแต่ด้วยความที่งานอื่นมันก็เยอะด้วย เราเลยเจอทวงงานเพราะช่วงไปเชียงราย (ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียวนะ เรื่องงานด้วย) ช่วงนั้นเราไม่ได้ทำไอ่งานชิ้นนี้เลย อีกเหตุผลนึงเพราะบริษัทบอกว่าจะส่งข้อมูลสำคัญเข้าเมลเราตั้งแต่ก่อนไป ปรากฎเราก็รอนะ ไม่เห็นจะมีอะไรส่งมาเลย จนกระทั่งไปมาอาทิตย์นึงแล้วกลับมา กทม นี่แหละ เพิ่งจะได้เห็นในเมลว่าส่งมาเมื่อวันสองวันนี่เอง ลำบากสิ ปั่นงานตอนเร่งๆเวลาน้อย เริ่มเครียดแระ

.....แล้วช่วงนั้นมีเรื่องหนุ่มๆเข้ามาด้วย มีคนแนะนำให้รู้จัก เค้าก็ดีกับเราในระดับนึงนะ แต่คนที่แนะนำบอกมาว่า หนุ่มคนนี้ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต แบบไม่ค่อยฮานะ จะล้อเล่นมากๆแบบที่เคยทำกับหนุ่มคนอื่นไม่ได้อ่ะ พอได้คุยกันจริงๆ อืมม คือเค้าเพิ่งเลิกกับแฟน ก็น่าเห็นใจ แต่มันก็เรื่องมากใช้ได้หว่ะ คือไม่รู้มันจะขยันสร้างกำแพงอะไรนักหนา บอกตรงๆว่าแรกๆเราก็พอทน แต่ตอนนี้ชักจะรำคาญไอ่กำแพงบ้านี่แล้ว ทำไมมันไม่หัดทำตัวสบายๆบ้างวะ เราเหนื่อยหน่ายมากเลยขอบอก

........จำตำรวจมุสลิมได้มั้ย จะบอกว่า ถึงเราจะไม่ได้โทรหาเค้าอีกแล้ว แต่ตัวเค้าเองก็ยังโทรหาเราอยู่ เราผิดที่รับสายเค้า เราทำได้เพียงแค่ไม่โทรไปหาเค้าก่อน มีครั้งนึงเราเคยไม่รับสายเค้า ไม่โทรกลับ ผ่านไปอาทิตย์นึงคือผ่านไปแบบเราไม่ค่อยสบายใจ คือเราก็สงสารเค้าอีกน่ะแหละ เพราะเราเคยโดนมาจากตำรวจคนนึงที่อยู่อุบลไง เรารู้ดีว่าความรู้สึกของคนที่โทรไปอย่างมีความหวังแต่ปลายทางกลับไม่ใยดี มันเจ็บปวดมากแค่ไหน เสียหน้า เสียฟอร์ม เสียกำลังใจ เราไม่อยากเป็นคนที่ทำร้ายเค้าแบบเดียวกัน เราเลยส่งข้อความไปขอโทษเค้าสามคำว่า "ขอโทษนะ" และเราก็ตัดใจตั้งแต่นั้น ไม่ส่ง ไม่โทร ไม่ติดต่อเค้าอีกเลย เพราะเราตัดสินใจแล้วว่าจบเสียทีกับความรักที่ผิดทาง ผ่านไปสิบกว่าวัน เค้าไม่โทรมา เราเลยคิดว่านี่แหละถูกต้องแล้ว มันจบแล้ว ถึงเราจะรัก แต่เราก็ยอมรับที่มันต้องจบ เรามองหาคนใหม่ คุยกับคนใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยดีหรอก เหมือนยังไมใช่ แต่ก็ยังดีกว่าคุยกับคนมีแฟนถูกมั้ย จนเมื่อสองวันนี่เอง ตำรวจมุสลิมโทรหาเราอีก เราลังเล บอกตรงๆไม่กล้าที่จะไม่รับ เพราะเรามีความกลัวนะว่า ถ้าเราทำให้ใครเสียใจ เดี๋ยวอีกไม่นานเราต้องโดนแบบเดียวกัน เรากลัวว่าถ้าเราเริ่มคบใครใหม่ กลัวหนุ่มคนนั้นจะไม่รับสายเราแบบเนี้ย จริงๆนะ เรากลัวกรรมจริงๆ เราก็เลยรับ เค้าก็ยังต่อว่าเราเรื่องที่เราไม่รับสายเค้าครั้งนั้น เค้าบอกว่าเราใจร้ายจังนะ คงมองดูไฟโทรศัพท์กระพริบเรียกจนดับไปเลยละสิ เราเลยบอกว่าเราจำเป็นต้องทำ ช่างเหอะ เราเล่าแล้วก็ไม่ค่อยรู้สึกดีหรอกเรื่องนี้

.......อยากคุยกับคนโสด แต่ก็ตะปีนกำแพงพ่อคุณไม่ไหว ก่อไว้สูงเกิน ส่วนคนไม่โสด แหม๋ มันพยายามทำทาง เข้ามายั่วยวนถึงประตูห้องเลยทีเดียว หน้าไม่อาย เบื่อชีวิต ทำไมไอ่สองตำรวจนี่มันไม่สลับบทกันเล่นวะ แบบนี้จะเอาใครก็ไม่ได้สักคน เซ็งโคตร....

25/12/2009 GMT 7

ขอโทษนะ......

noop @ 23:43

.....เราต้องขอโทษแฟนบล็อกด้วยนะ ที่วันนี้เราจำเป็นต้องลบ "รักเธอ..(ภาค๕ - ๑๐)" ออกไปก่อน เหตุผลก็เพราะเราทำใจไม่ได้ที่จะเห็นมัน ตอนนี้เรากำลังจะตัดใจ อยากจะทำให้ได้ เราต้องขอโทษทุกคนด้วย เราเริ่มรู้สึกเจ็บปวดจริงๆแล้ว ไม่อยากเห็นเรื่องราวของเรากับเค้าอีก ไม่อยากจะหวนไปคิดถึงมัน ขอโทษด้วย แต่เราไม่ได้ลบทิ้งไปเลยหรอกนะ เรายังเก็บต้นฉบับไว้ เพราะทุกๆเรื่องที่เราเขียนมันก็มีความหมายกับใจเรา มันมีความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นจริงๆ จึงยังเก็บเอาไว้ แต่ไม่ขอเอามาลงบล็อก เราคิดเอาเองว่าถ้าไม่ได้เห็นมันสักพักอาการเราคงดีขึ้น คงคิดถึงเค้าน้อยลง และตัดใจได้เร็ว เราหวังว่าคงเป็นอย่างนั้น...

16/12/2009 GMT 7

เล่าไปเรื่อยเปื่อย.....

noop @ 20:44

....เมื่อเดือนที่แล้วเราดูหมอมาล่ะ หมอดูคนนี้เค้ารับดูเฉพาะทางโทรศัพท์ เป็นคนที่ศึกษาธรรมะ ฝึกจิต นั่งสมาธิ อะไรแบบนี้ เราเจอเว็บเค้านานแล้วล่ะ แต่ก็ได้แค่อ่านเรื่องของคนนั้นคนนี้ที่โพสต์ในเว็บ เพราะจะว่าไปเราถึงจะทุกข์ อยากดูหมอ แต่พอเอาเข้าจริง ก็ไม่พึ่งนะ เพราะคิดว่ามันยังไม่ใช่วิธีที่ยุติเรื่องราวได้อ่ะ จนกระทั่งถึงช่วงที่พีคที่สุดวันหนึ่ง เราเลยลองติดต่อไป หมอเป็นผู้หญิงนะ เค้าดูจากวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากประมาณนั้น พอเค้าคำนวณดวงเรา เค้าพูดเลยว่า "โอว..คุณเหนื่อยมั้ยคะนี่ ชีวิตคุณผ่านอะไรมาเยอะมากๆนะคะ" เราก็หัวเราะเบาๆ แต่ในใจอยากจะพูดว่า "นั่นสิคะ ดีนะที่วันนี้ยังไม่บ้า" อิอิ จะบอกว่าเป็นหมอดูที่พูดเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องของตัวเค้าเอง อิอิ เราเลยได้อัตชีวประวัติของหมอแถมมาโดยไม่ตั้งใจ ก็สาธุละกัน

.....เออ วันนั้นออนเอ็มเจอน้องวิศวะ ขำมากเลย เราก็พูดเรื่องพวกรำมวยจีนที่สนามบอลหน้าบ้านเราอ่ะ ที่มันเสียงดังมาก ปรากฎน้องมันตอบกลับมาว่า ถ้าเป็นผมนะพี่ ผมจะตะโกนถามมันเลยว่า เฮ้ย!! พวกลื้อจะฝึกเป็นหวงเฟยหงรึไงวะ? ฮามากๆ นั่งหัวเราะมุขมัน เพื่อนอีกคนที่อยากคุย คิดถึง คือทหารซูดานอ่ะ ตอนแรกๆที่ได้คุยกันมันจะแบบเซ็งๆ เราก็นึกว่า เออ อีกไม่นานคง Fade กันไป เหมือนเพื่อนในเอ็มหลายๆคนที่ผ่านมานั่นแหละ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่ายิ่งคุย ยิ่งมีมุมมองอะไรที่ปรึกษากันได้ คุยรู้เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดคือตำรวจคนนั้นแหละ เพื่อนซูดานเราตอบได้แง่คิดดีมากเพราะเค้าเอาเรื่องจริงมาอธิบายให้เราฟัง เลยอยากคุยกับเค้าอีก แต่ก็ไม่เห็นออนเลย อยากคุยมากๆ

.....อากาศช่วงนี้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น ดูแลสุขภาพกันมั่งนะ.....

คิดได้...ต้องทำให้ได้

noop @ 07:56

.....วันนี้มาถึงออฟฟิศแต่เช้า พอดีที่บ้านมีเรื่อง ก็ต้องออกมาเร็วหน่อย ตอนขับรถมาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนะ หัวจะตึงๆ แบบเครียดอ่ะ ก็อย่างที่เคยเล่าไว้มั้ง ปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกิด ล้วนแล้วแต่แก้ยากแก้ลำบากเหลือเกิน เมื่อวานก็..นะ เรื่องบ้านเราเอง คือมันก็ไม่หนักหนามากนักหรอก ถ้าจะเทียบกับคนที่ออกรายการวงเวียนชีวิตอะไรแบบนั้นหน่ะ แต่ปัญหามันชวนให้คิดตอนต่อไป เรารู้สึกว่าเหนื่อย....

.....เมื่อวานตอนอยู่ที่ออฟฟิศ พอดีงานไม่ค่อยยุ่ง เราเลยมีเวลาเสิร์ชหาเว็บธรรมะดีๆอ่าน รวมถึง mp3 ของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ด้วย ถึงจะเป็นรูปแบบการบรรยายเหมือนที่เราเคยฟัง ประเด็นหลักๆยังเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่มันจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ mp3 ชุดแรกที่เราฟังมันจะไม่มีพูดไว้ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้แหละที่ฟังแล้วเข้าถึงได้ชัดเจนมากกว่าเดิม เราชอบฟังมากๆเลย อัพไว้ในบล็อกนี้ด้วยเผื่อใครเข้ามาจะได้ทดลองฟังดู ชื่อตอน "รั้วกั้นภัย"

....นอกจากที่เรานั่งฟังคุณฐิตินาถตลอดเวลาทำงานเมื่อวานแล้ว เรายังได้อ่านหลายบทความในเว็บธรรมะด้วย โดยเฉพาะบทความเกี่ยวกับปัญหาที่เรากำลังต่อสู้อยู่อีกเรื่องนึง คือการมีความรักกับคนที่มีคุ่แล้ว เพราะเราพยายามหาทางออกจากเรื่องนี้อยู่ ขอเลือกมาเฉพาะบางส่วนที่เราอ่านแล้วคิดว่าปฏิบัติได้นะ

ธรรมะจากพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
วัดสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

"....อันที่จริง เมื่อเรายังละกามไม่ได้ ก็ควรควบคุมให้มันอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะ คืออย่าทำผิดศีล 5 แล้วเจริญสติสัมปชัญญะเรียนรู้คุณและโทษของมันไป ความทุกข์ทรมานเพราะกามก็จะค่อยลดน้อยลงเป็นลำดับ

กามนั้นไม่ใช่จะเป็นโทษอย่างเดียว คุณของมันก็มีเรียกว่ากามคุณ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์จากมันเสียบ้าง ก็จะดีไม่น้อย แม้พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้คนทำทานและถือศีล แล้วได้เสวยกามสุขในสวรรค์ ถัดจากนั้นจึงสอนให้เห็นโทษของกามเป็นลำดับต่อไป ท่านไม่หักหาญ ห้ามเรื่องกามกับคนที่ยังไม่พร้อม แต่ใช้กามเป็นเหยื่อล่อจิตที่อินทรีย์ยังอ่อนให้ยอมรับธรรม แล้วค่อยแนะนำทางเจริญปัญญาในภายหลัง"

เพราะเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชน การเลิกจากกามคุณ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติยาก พระอาจารย์จึงพูดถึงการใช้อุบายทางธรรมต่างๆ ค่อยๆเป็นตัวช่วยให้มนุษย์เราผ่อนคลายจากความทุกข์ของกามลง จนสุดท้ายจะไม่ยินดีในกามนั้นอีก

"......จิตที่เป็นกุศลกับอกุศลจะเกิดพร้อมกันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น จิตมีอกุศลอยู่ เช่น กำลังหลงเหม่อด้วยอำนาจของโมหะ หรือเผลอเพลินด้วยอำนาจของราคะ แล้วต่อมาเกิดมีสติสัมปชัญญะขึ้นมา จิตที่เป็นอกุศลจะดับทันที เกิดเป็นกุศลจิตในฉับพลัน

ดังนั้น พอรู้ตัวแล้ว ผู้ปฏิบัติจึงไม่ต้องไปพยายามละกิเลส เพราะกิเลสจริงๆ ดับไปแล้ว เหลือแต่ความจำกิเลสได้เท่านั้นเอง ตรงจุดนี้ผู้ปฏิบัติมักจะหลงผิดไปพยายาม "ละ" กิเลส แล้ว "ต่อสู้" กับกิเลสอย่างเอาเป็นเอาตายทีเดียว

ดังนั้น ถ้าเรามีกิเลสอยู่ แล้วเกิดสติสัมปชัญญะรู้ทันว่ามีกิเลส ก็ให้รู้แล้วปล่อยวางเสีย อย่าไปยินร้ายกับกิเลสในอดีตที่ดับไปแล้วนั้น หรือถ้าจิตเกิดความอึดอัดกลัดกลุ้มมากๆ หรือแน่นขึ้นมาเต็มอก ถ้ารู้ด้วยความเป็นกลางไม่ได้ ก็เปลี่ยนอารมณ์เสีย ความรู้สึกอึดอัดเหล่านั้นจะดับไปทันที"

....นี่เอง คือสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ "ความจำกิเลส" ทำให้เรารู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา น่าเวทนาตัวเองนัก

ผิดที่ไม่รู้ คุณดังตฤณ

"......เนื้อหนังคนเราเปรียบเสมือนอาหารอันโอชะที่ น่าแหนหวงสำหรับเจ้าของ ถ้าต้องลักกินขโมยกินเพียงเพื่อให้หายอยาก ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร แม้เหมือนอิ่มหมีพีมัน ใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังใช้มือที่สกปรกหยิบอาหารใส่ปาก ทุกคำย่อมเจืออยู่ด้วยพิษหรือเชื้อโรคอันเป็นโทษ ให้ผลเป็นทุกข์ การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นขัดแย้งกับส่วนลึกที่ยังมีมโนธรรม และมโนธรรมจะส่งแรงต้านความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้เสมอ

ทุกข์จะ ทวีตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจเริ่มก้าวพ้นเขตสว่างเข้าสู่แนวสนธยา ถึงแม้รู้สึกว่ามืดลงทุกที แต่ความตื่นเพริดไปกับจินตนาการที่เร้าใจ ก็รุนหลังเราให้มุ่งหน้าไปเรื่อย เยี่ยงคนไม่กลัวความมืดในป่ารกชัฏ เพียงเพราะได้กลิ่นยวนใจของเหยื่อล่อจากที่นั่น

ทุกข์จะทวีตัวขึ้น อีกเมื่อพยายามมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นการฝืนใจ เค้นราคะขึ้นมาเอาชนะความกลัวถูกปฏิเสธ หรือกลัวถูกด่าทอ หรือกลัวถูกจับได้

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุด เมื่อลงมือมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นความหน้ามืด ดับสำนึกผิดชอบชั่วดีลง ราวกับทั้งชีวิตเหลือแต่การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณไม่ต่างจากสัตว์โลกทั่วไป

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของสำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกไม่ดี น่าดูถูก ผิดที่ผิดทาง หรือกระทั่งชวนให้ขยะแขยง และที่สำคัญคือรู้สึกว่าต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จะให้ใครรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของ"

......อ่านแล้วรู้สึกทึ่งกับการเขียนของคุณดังตฤณมาก เค้าพูดเป็นstepของความทุกข์ของการประพฤติผิดทางกาม เหมือนการเป็นชู้อะไรอย่างนี้ ว่า step แต่ละช่วงจะทวีความทุกข์ยิ่งขึ้นๆอย่างไร ซึ่งของเราเข้ากับเรื่องนี้ในช่วง step แรกที่รู้สึกอยากใกล้ชิดกับเค้า จับมือกัน ประมาณนั้น แค่นั้นเราก็ทุกข์แล้ว ยังดีที่เราพอจะมีมโนธรรมอย่างที่เค้าพูดไว้ เพราะรู้สึกทันทีว่าอยากจะตัดจากสิ่งนั้น รู้นะ ว่ายากมาก ถ้าพูดถึงในแง่มนุษย์ปุถุชน แต่พอมาอ่านบทความทั้งสองนี้ เราก็เริ่มมีกำลังใจที่จะคิดตัดจากสิ่งที่เป็นทุกข์นี้ ยากมาก ใช่ เรารู้ ใครๆก็คงรู้ เราอาจจะทำไม่ได้ทั้งหมดภายในวันสองวัน แต่ก็รู้สึกดี ที่ใจเริ่มมีความพยายามจะไปในทางถูกมากขึ้นๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ...

รั้วกั้นภัย โดย คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง


MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com

ติดต่อผู้สร้าง | กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี