มันต้องเป็นแบบนี้เสมอ....
.......เราเอารถไปเช็คระยะที่ศูนย์ ระหว่างรอก็นั่งเล่นเน็ทที่เค้ามีไว้บริการลูกค้าอ่ะ ก็ลองเปิดบล็อกตัวเองดู เออ..เพิ่งจะเห็นว่าถ้าเปิดบล็อกเรากับคอมพ์ที่เป็นจอแบบธรรมดา มันจะเห็นหน้าบล็อกไม่เต็ม ภาพข้างขวาจะเบียดตัวหนังสือไปเยอะเหมือนกัน นี่แสดงว่าถ้าคนที่เข้ามาบล็อกเราโดยใช้จอคอมพ์ธรรมดารุ่นเก่าหน่อยก็อาจจะงงว่าทำไมเราทำบล็อกไม่เต็มหน้าจอ อ่านลำบาก ก็ขอชี้แจงไว้ ณ โอกาสนี้เลยแล้วกัน เพิ่งรู้จริงๆ ด้วยโน๊ตบุ๊คที่เราใช้เขียนบล็อกเนี่ยพอดีมันเห็นครบไง แล้วเครื่องที่ออฟฟิศมันก็ดันเป็น ไวด์ สกรีน อีก เลยไม่มีโอกาสได้รู้ข้อจำกัดตรงนี้
....อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไปทำงานสัตหีบเหมือนเดิม ไปคราวนี้เจอปัญหาว่าลูกค้าที่อยู่ในรายชื่อของเราเค้าเปลี่ยนไป Deal กับเซลส์คนอื่น ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่เค้าก็เดินเข้ามาคุยกับเราเอง ก็พอเข้าใจนะ แต่อดจะนึกเสียดายรายได้ส่วนที่หายไปไม่ได้ เพราะเค้าไม่ได้ไปคนเดียวอ่ะ พาเพื่อนไปด้วย เงินหลักหมื่นเลยที่เราต้องเสียกับงานนี้ แต่ก็ต้องทำใจ ลูกค้าย่อมถูกต้องเสมอจริงมั้ย ไม่จริง เออ..เราก็ว่าไม่จริง อิอิ ไม่หรอกเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ สัญญากันมากกว่านี้ยังเจอเลย อ้ะ คิดในแง่ดี เผื่อวันนึงข้างหน้าเค้าอาจจะแนะนำญาติพี่น้องมาเป็นลูกค้าเราก็ได้ ของมันไม่แน่ไม่นอน...
....พอมีเรื่องที่หนึ่งเรื่องที่สองก็ย่อมตามมา มือเรา ไม่รู้มันเป็นอะไร มันสากขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก หาสาเหตุไม่เจอ เราก็เดาความน่าจะเป็นไปเรื่อย อาจเป็นน้ำยาล้างจาน เพราะตอนญาติมาค้างบ้านเค้าซื้อรีฟิลมาเติมใส่ขวดเดิมที่เป็นซันไลท์ แต่เราไม่รู้ที่เติมยี่ห้ออะไร รึไม่ก็อาจจะเป็นโฟมล้างหน้า รึครีมนวดผม เพราะมันต้องเอามาถูกับมือก่อน รึไม่ก็สบู่ก้อน น้ำยาซักชุดชั้นใน นั่นแหละ เดาๆๆๆ เราก็ทดลองใส่ถุงมือเวลาจะนวดผมนะ ให้มือโดนครีมน้อยที่สุด แต่มันก็ไม่ดีขึ้น เปลี่ยนสบู่ก้อน เปลี่ยนน้ำยาล้างจาน ที่ลงทุนไป ปรากฎว่ามือดีขึ้นมานิดหน่อยเอง เลยปล่อยไปเลยตามเลย ช่างมันละกัน เด๋วมันลอกเบื่อแล้วก็คงกลับมาเหมือนเดิมเอง
....ไปเดินตลาดนัด เจอร้านกระเป๋ามือสอง ก็เลยลองเข้าไปดู ไปเจอใบนึง ชอบเลยนะ ถึงสายสะพายจะสั้นไปนิด แต่เราว่ามันก็พอใช้ได้ และเข้ากับรองเท้าที่เรามีอยู่พอดี ก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็วซื้อมา จาก 220 บาท เค้าลดเองเหลือ 180 เราก็ต่อแบบน่าหมั่นไส้มาก 170 อิอิ เหมือนวันนั้นมันจะรีบอะไรนักก็ไม่รู้ ถือว่าตัดสินใจเร็วมากในการซื้อของ ต่อราคาก็ทุเรศจริงๆ และพอเอาขึ้นมาดูที่ออฟฟิศ ก็เห็นเลย มันมีรอยเปรอะเหมือนสีตกใส่ บางส่วนก็ดูหมองๆเก่าๆ เราถอนหายใจเฮือกนึง เซ็ง เพราะในร้านมันก็ค่อนข้างมืดนะ เลยมองไม่เห็น อีกอย่างคือ ปกติเราจะคิดนานกว่านี้เวลาซื้อของตอนตังค์ไม่ค่อยมี แต่วันนี้เหมือนไม่ค่อยคิดพิจารณาเท่าไหร่ เลยได้ของไม่ค่อยดีมา แต่วันนี้ก็สะพายไปทำงานนะ ก็ช่างมัน
....อัพเรื่องหนุ่มๆให้ฟังนิดนึงละกัน เช้าวันนึง เราตื่นขึ้นมา เจอเมสเสจในโทรสับ แฟนเก่าเราส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึง พอสายๆเรานึกไงไม่รู้ก็ลองนัดพี่เค้าไปกินข้าวมื้อเย็นอ่ะ ใจนึงก็เตรียมฟังการตอบปฏิเสธนะ เพราะคิดว่าอย่างแฟนเราเค้าคงมีสาวๆนัดแล้วแหละ ที่ไหนได้เค้าตอบตกลงแฮะ เย็นนั้นเลยได้กินข้าวกัน แปลกที่เราแทบจะไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นเลย ทั้งๆที่ไม่เจอกันหลายปีแล้ว อืม พี่เค้าก็ยังไม่มีคนที่คบแบบแฟนจริงๆนะ แต่มีสาวๆเข้ามาเยอะ เค้าบอกเราว่างั้น เราเองก็เล่าเรื่องตำรวจมุสลิมให้ฟัง เพราะพี่เค้าก็ถามว่าเราคงมีหนุ่มๆเยอะละสิ เฮ้อ เลยเล่าความอึดอัดใจให้ฟัง ก็นั่งคุยกันอยู่ในร้านตั้งแต่ หกโมงสี่สิบ กว่าจะออกจากร้านก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ที่ออกมาก็ไม่ใช่อะไร เพราะเราเองแหละที่ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า แต่พี่เค้าไม่ต้องตื่นเช้าไง เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันพัก ไม่ต้องทำงาน นี่เราก็คิดถึงเค้านะ อยากจะได้นั่งคุยกันอีก ไม่รู้จะมีหวังรึเปล่า.......



digg it
del.icio.us









