พลังในใจ....
.....ไม่อยากรู้แล้วว่าต้นข้าวได้รับขนมรึยัง ไม่สนแล้วว่าจะกินทันก่อนวันหมดอายุรึเปล่า บอกคำเดียวว่า “ช่างมัน” ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปอย่างที่มันต้องเป็น พยายามลดความคิดถึง ห่วง กังวล ลงไป
.... เราชอบความเงียบ เรารู้แล้วว่าทำไมเราถึงชอบขับรถ ชอบอยู่ในรถ ก็เพราะในรถมันเงียบ มันสงบดี เราเป็นคนไม่ชอบเสียงดังเอามากๆ แต่ทุกวันนี้เรากลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งรอบข้างที่เป็นมลภาวะทางเสียงทั้งนั้น เราตื่นตีห้า อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน ตอนอยู่ที่ออฟฟิศก็เสียงค่อนข้างดัง เรียกว่ามีแต่เสียงตั้งแต่เช้าถึงเย็น พอกลับมาบ้าน ด้วยความที่แม่เราหูไม่ค่อยได้ยิน แม่ก็จะเปิด ที.วี เสียงดัง เราก็ต้องไปซ่อนตัวอยู่ในห้องนอน เพราะไม่อยากได้ยิน แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นจบเรื่องนะ เพราะแถวบ้านเรามันมีสนามบอลปูนซีเมนต์ ที่สร้างขึ้นมาจากเสียงโหวตงี่เง่าของคนที่ไม่ได้มีบ้านอยู่แถวนี้ และเราก็ไม่มีพลังพอจะไปคัดค้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอเรากลับจากทำงานถึงบ้านอยากจะพักเงียบๆ แต่ไอ้พวกเล่นบอลมันก็จะมาเล่นกันตั้งแต่ห้าโมงเย็น เสียงก็ดังมาก
ถ้ามันเป็นเสียงรถยนต์วิ่งผ่านถนน มันก็จะเป็นอีกอย่างคือผ่านไปแล้วก็ผ่านไป แต่นี่มันจะมีเสียงวิ่ง วิ่งไปวิ่งกลับเสียงรองเท้าลากไปบนพื้นซีเมนต์ (รองเท้ากี่คู่ก็คิดดูแล้วกันนักบอลสองทีมอ่ะ) เสียงกระทืบเท้าเวลาแย่งบอล เสียงร้องเรียกกัน เฮ้ยๆๆๆ ไอ้เหี้_ ไอ้สั_วแพทย์ ดังลั่น และเวลาที่มันเตะบอลออกไปจากเท้าจะดังปั้ก ปั้ก ปั้ก ตลอดเวลา เพราะมันเตะกันสุดแรงเกิด (บอลหนัง ไม่ใช่บอลพลาสติก) ถ้ามันยิงเข้า มันจะร้อง เฮ!!!พร้อมๆกันลั่นสนาม แต่ถ้ายิงไม่เข้าบอลก็จะไปกระแทกขอบโกวล์ เป็นเสียงเหล็กที่สะเทือนดัง แคร๊งงงงง!!!! อึกทึกกึกก้องตลอดค่ำคืนที่มันควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ
...เราต้องทนกับเสียงบ้าๆพวกนี้ต่อเนื่องหลายชั่วโมงทุกวัน ตั้งแต่ห้าโมงเย็น ถ้าวันไหนโชคดีหน่อยมันก็จะเลิกตอนสามทุ่ม นั่นคือต้องโชคดีนะ แต่หลายวันคือแทบทุกวันที่ผ่านมา กว่ามันจะคืนความสงบให้กับคนที่อยู่แถวนี้ก็เป็นเวลาหลังห้าทุ่มไปแล้ว ยิ่งเสาร์ อาทิตย์ เราแทบไม่อยากอยู่บ้านเลย เพราะมันจะมาเล่นบอลตั้งแต่เก้าโมงเช้า คือมีแต่เสียง ไม่รู้จะไปหามุมสงบที่ไหน กว่าจะได้นอนก็ดึกเพราะต้องรอให้มันเงียบ และเราก็ต้องตื่นไปทำงานตีห้าทุกวันด้วย ไม่เคยได้นอนเต็มอิ่มเลยสักวัน...
....เราถึงชอบที่จะขับรถ นั่งในรถ เพราะมันเงียบ และที่สำคัญมันช่วยเราได้มากจริงๆเวลาเรามีเรื่องกังวล ทุกข์ใจ เพราะเวลาเราอยู่ในรถเราจะชอบเปิดซีดีธรรมะฟัง บางทีก็ฟังรายการวิทยุ อย่างตอนเช้าๆประมาณหกโมง เราจะฟังคลื่นAM 963 เป็นการบรรยายธรรมะเกี่ยวกับการฝึกจิต ทำจิตให้สงบประมาณนั้น ตอนเย็นก็จะฟังคลื่น1053 รายการชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว เป็นการสอนธรรมะในชีวิตประจำวัน แต่ตอนนี้รายการไม่มีแล้วกลายเป็นเพลงลูกทุ่ง เราก็จะเปิดซีดีของคุณฐิตินาถฟัง ซึ่งถ้าเราเปิดฟังที่บ้านต้องไม่รู้เรื่องแน่ เพราะอย่างที่บอก ที่บ้านมีแต่มลภาวะทางเสียง
.....ฟังธรรมะในรถ มันจะได้ความเงียบ ความสงบ เราจะมีสมาธิในการฟัง เห็นภาพตามที่เค้าบรรยาย ได้รู้อาการของใจและวิธีรักษาใจของตัวเอง อย่างช่วงนี้เราจะฟังตอนเช้าๆเวลาขับรถไปทำงาน มันทำให้เราอารมณ์ดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเรามีเรื่องทุกข์ หรืออกหัก เราจะโทรหาพี่ หาเพื่อน
มันก็ช่วยให้คลายทุกข์ได้นะ แต่ก็แค่ชั่วครู่หนึ่ง เพราะมันไม่ได้หายด้วยใจของเราเองไง
.....อย่างตอนนี้ เรื่องของต้นข้าว เรามองเห็นบ้างแล้วถึงตัวตนของความทุกข์ เค้าว่ากันว่าถ้าคนเราไม่เห็นทุกข์ก็จะไม่เห็นธรรม คือรู้ถึงตัวทุกข์ว่า โอ้ นี่เองคือความทุกข์ แค่เพียงเอาใจเรามองดูอยู่เท่านั้นไม่ต้องเข้าไปทุรนทุรายกับมัน ก็จะเรียกความสงบกลับมาได้เร็วขึ้น เราเองก็อดจะภูมิใจไม่ได้ว่าที่อารมณ์ดีขึ้น ไม่ได้เกิดจากการโทรหาพี่ หาเพื่อน บ่นระบายอะไร แต่เกิดจากใจเรารักษาตัวเอง ค่อยๆฝึกไป บางช่วงก็ยังเจ็บปวด ไม่มีสมาธิพอ ต้องหยุดแล้วเปลี่ยนไปฟังเพลงบ้าง แต่ก็กลับมาพยายามฝึกไปเรื่อยๆ เราหวังว่ามันคงเป็นบุญให้ใจเราสงบนิ่ง เยือกเย็นมากขึ้น
....สำหรับต้นข้าว เราคิดว่าทำทุกอย่าง อย่างดีแล้ว เหมาะสมแล้ว ถึงจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยครั้งนึงเราก็ยังดีใจว่าเราไม่เคยทำร้ายจิตใจต้นข้าวเลย เรายังเอาชนะกิเลสตัวเองได้ ด้วยการให้อภัยต้นข้าวเสมอ เราว่าตอนนี้เราคงเดินมาถึงทางออกของเรื่องแล้ว...

digg it
del.icio.us

















