จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

~~%~@ ดีส อีส อะ บล็อก @~%~~
อยากให้รอบๆตัวมีแต่ความรัก เมตตา อบอุ่น ไม่เบียดเบียน ไม่แก่งแย่ง ชิงดี อยากให้ทุกๆคนมีจิตใจที่สงบ ร่มเย็น...

07/07/2009 GMT 7

อะแฮ่ม!! วงษ์คำเหลา...

noop @ 23:42

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....ขำนะ ชอบหลายฉากอยู่เหมือนกัน ในช่วงต้นๆมีฉากนึงที่หญิงพลอย (แวววาว จ๊กมก) เดินนำนางเอกคือครูพิรมนมา แล้วหยุดยืนที่ระเบียงวงกลมในบ้าน พอคุยกันเสร็จหญิงพลอยก็เดินออกมา เราก็นึกว่ามันจะเดินออกจากฉากไปเลย แต่มันเดินวนวงกลมอ่ะ คือเดินหลุดเฟรมหนังไปแล้ว คนดูก็นึกว่ามันออกไปจากฉากแล้วไง แต่ความจริงคือมันไปวนรอบวงกลมมาอ่ะ พอวนครบรอบ มันก็ค่อยเดินขึ้นบันไดข้างๆนางเอกน่ะแหละ ไม่รู้มันจะวนทำไม อิอิ

....ตอนที่ท่านเป้านั่งรถมาบ้านหญิงแพรวก็ฮาดี คือเป็นรถโรลซ์รอยคันยาวๆอ่ะ ท่านเป้าพี่ชายนั่งมากับหญิงนุช(ตุ๊กกี้)น้องสาวที่เบาะหลัง พอถึงบ้าน คนขับรถลงมาเปิดประตูให้ลง ท่านเป้าลงก่อนเพราะนั่งติดประตูพอดี พอลงมายืนแล้ว คนดูจะสังเกตุเห็นว่ามีตุ๊กกี้ที่กำลังก้มมุดๆจะออกมาด้วย แต่คนขับมันปิดประตูเลยอ่ะ ตุ๊กกี้มันก็หงายท้องอยู่ในรถ ขำมากเลย

....เราชอบตอนที่หญิงแพรว (อาภาพร) มันแอบไปรื้อโต๊ะทำงานนางเอก คืออารมณ์คนที่แอบไปรื้อของในห้องตอนกลางคืน มันก็ต้องทำให้เบาๆเงียบๆใช่มั้ย หญิงแพรวมันก็จะทำงั้นแหละ แต่มือมันสั่นไง ตอนมันเปิดลิ้นชักโต๊ะนะ ลิ้นชักมันก็สั่นตามมือมันอ่ะ ดังกึ้งๆๆๆๆ คือเสียงดังตลอดเลย ฮามาก เป็นทุกลิ้นชักที่มันเปิดอ่ะ ดังขนาดนั้นนะแต่ก็ไม่มีใครได้ยิน

....ฉากที่ท่านชายเพชราวุธ (หม่ำ) มันไปนั่งในผับ ก็ตลก คือเราก็เดาไม่ถูกว่าจะมุขไหน นึกว่าจะฮาที่ท่านเป้าเพราะมันนั่งกับท่านเป้า แต่เปล่าเลย เมนู ฮาที่เมนู หม่ำมันสั่งหมกปลาซิวโรยหน้าด้วยผักอะไรไม่รู้แล้วมันบอกให้ราดซอสมะเขือเทศมาด้วย อิอิ มันคงอยากจะสื่อว่าสั่งอะไรก็สั่งเหอะพอราดซอสมะเขือเทศแล้วก็ดูไฮโซไปเอง

....อีกฉากนึงท่านเป้าไปดินเนอร์หรูกับครูพิรมน บ๋อยมันรินไวน์ให้ ท่านเป้ามันก็เลยถามว่าไวน์ปีไหน
บ๋อยตอบ ปีที่แล้วครับ บ้ามาก ท่านเป้าเลยบอก ไป ไปเลย ไปเดี๋ยวนี้เลย..

ยังมีอีกมากมายหลายแก๊กนะที่เราขำอ่ะ แต่ก็อย่าลืมว่าตลกแบบคาเฟ่ก็ต้องมีแนวทะลึ่ง หยาบคาย ปนๆมา ก็เค้าคงต้องทำเอาใจคนดูหนังหลากหลายที่เข้ามาดูอ่ะ แต่เราว่าถ้าถามเรื่องฮาเราคิดว่าได้นะเรื่องนี้ ตัวละครไม่มาก แต่เล่นคมหลายๆตัว คือเหมาะกับบท อาภาพรนี่เราเชื่อเลยว่า หญิงแพรวจริงๆ ทั้งน้ำเสียง หน้าตา เล่นดีนะเราชอบ คนขับรถก็ตาหลก ตาเขื่องอ่ะ เออ ชอบตอนที่ท่านชายเพชราวุธมันนั่งกินกาแฟแล้วโทรศัพท์บ้านมันดังอ่ะ คือโทรศัพท์มันอยู่โต๊ะเล็กๆข้างตัวมันอ่ะ พอท่านชายรับ รู้ป่าวว่าใครโทร อิอิ หมา หมาโทรมา จริงๆ มันเห่าสวนมา ท่านชายเลยเรียกชื่อโจ๊กเกอร์ คือหมาของท่านชายอ่ะ ให้มารับโทรศัพท์ แล้วมันก็คุยกันได้จริงๆนะ เห่าสวนกันไปมาในโทรศัพท์ อิอิ ตลกดี หมาโทรมา..

บวชเงียบๆ....(ต่ออีก)

noop @ 23:16

......ตื่นมาก็ทันที ปวดตัวไปหมดนึกว่าไข้จะขึ้นซะแระ ก็คนมันไม่ชอบนอนนี่ ไม้กระดานแข็งๆเอาเสื่อบางๆปูมันก็ไม่ช่วยอะไร แถมหมอนที่เรานอนก็เป็นหมอนสี่เหลี่ยมแบบสูงๆอ่ะ อย่างในรูปแหละ ผิดสัดส่วนสรีระการนอนหมด แต่เราก็เหมือนอยากทดสอบตัวเองนะ ไม่ได้เอาหมอนเอาผ้าปูนอนอะไรมาเลย คือลึกๆแล้วก็อยากฝึกตัวเราเองด้วยไง แต่โห..ปวดจริงๆนะ ขอบอกไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แล้วก็เข้าสู่กิจกรรมเดิมอาบน้ำ กินข้าว ทำวัตรเช้า เออ..ลืมบอกไปว่าเหตุการณ์เมื่อคืนมันต้องมีอะไรแน่ๆ เพราะตอนก่อนออกไปทำวัตรเราเดินไปดูหลังบ้านจุดที่มีเสียงโครมเมื่อคืนน่ะ เชื่อมั้ย ไม่มีอะไรสักอย่างที่จะสามารถสรุปว่าเป็นต้นกำเนิดเสียงนั้นได้ ประหลาดจริงๆ เห็นแต่ลูกไม้ขนาดเล็กที่หล่นใส่หลังคาเท่านั้น แปลกมาก....

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง
ระเบียบปฎิบัติแปะไว้ที่ประตู

.....วันจันทร์ที่ 6 ก.ค. วันสุดท้ายของการบวช เราก็ยังฝึกนั่งสมาธิอยู่ ซึ่งทำไม่ค่อยได้นิ่งเท่าไหร่ ไม่เหมือนตอนหลังจากสวดมนต์เช้าจะนิ่งกว่ามาก แล้วก็มาเดินจงกรม ให้มีสติทุกครั้งเวลาก้าวเดิน วันนี้เราโชคดีมากเลย มื้อกลางวันมีน้ำพริกหนุ่มกับผักต่างๆ แล้วก็ต้มจืดผักกาดดอง เราก็นะ..กินแต่น้ำพริกผักแทบจะอย่างเดียวเลย นานๆถึงจะมาตักน้ำซุปต้มจืดที ชอบมากๆน้ำพริกหนุ่ม อีกอย่างเราแทบไม่ได้กินเนื้อสัตว์สักเท่าไหร่นะตอนมาอยู่ที่นี่ เหมือนมันไม่อยากกินอ่ะ เราไปสึกตอนบ่ายโมงหลวงพ่อก็สอบถามปัญหานิดหน่อยเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ เกือบๆจะบ่ายสองเราก็กลับกุฎิ มาล้างรถ เออนั่นแหละ ฟังไม่ผิดหรอก เราก็ยังอยู่ในชุดขาวนี่แหละ แต่ถอดสไบเก็บไว้ ยืนล้างรถในสำนักจริงๆ ไม่ใช่ว่าเราจะมาเปิดคาร์แคร์อะไรที่นี่หรอกนะ แต่โอ้โห ต้องมาเห็นสภาพรถเราอ่ะ ด้วยความที่เราจอดตรงทางเดินที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม สามวันสองคืน ทั่วทั้งตัวรถก็เลยเต็มไปด้วยสีของยางไม้นานาพันธุ์ รวมถึงอุนจิของเหล่าสกุณาทั้งหลายที่มาระดมสรรพกำลังไว้ด้วย ยังไงก็ต้องล้าง เราก็ไปเอาถังน้ำ ผ้าขี้ริ้ว แล้วก็แฟ้บยี่ห้อเปามาถุงนึง ไม่มีหรอกแชมพูล้างรถ มีแต่แชมพูสระผมแต่มันแพงอ่ะ เสียดายเลยใช้แฟ้บ เอ๊ย เปา

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง
ภาพครัว

.....นั่นแหละ ล้างเสร็จก็ไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า ตรวจดูความเรียบร้อยของกุฎิว่าเราทำอะไรไว้รกรุงรังรึเปล่า คนที่เค้ามาอยู่ต่อจะได้ไม่ต้องมีภาระ น้ำดื่มที่เตรียมไปเหลืออยู่สองขวด เราก็มอบให้ไว้ในตู้เย็นน่ะแหละ แล้วก็ขับรถเอาเครื่องนอนกับกุญแจไปคืนเจ้าหน้าที่ ครั้งนี้อยากจะบอกว่าเราทำบุญค่อนข้างเยอะนะ ทำไปพันนึง เพราะรู้สึกมีความสุข สบายใจที่ได้อยู่ที่นี่และอยากให้ทางสำนักมีเงินทุนด้วย เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าเค้ามีรายได้เข้ามามากน้อยเท่าไหร่ และเค้าก็ให้เราอยู่ฟรีนะ ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ใครต้องการทำบุญอะไรยังไง ขึ้นอยู่กับผู้นั้นจริงๆ สำนักไม่ได้เรียกร้องใดๆ ไม่ว่าจะทางลายลักษณ์อักษร รึว่าท่าทางกิริยาอาการใดๆ ไม่มีแม้แต่น้อยนิด เราเลยสุขใจที่ได้ตอบแทนเค้าบ้าง

....กลับถึงกรุงเทพฯประมาณสี่โมงเย็น ฝนตกตลอดทาง แต่ขับรถได้สบายๆ เหมือนอิ่มในใจไงไม่รู้บอกไม่ถูก ใครสนใจเชิญได้นะ ชื่อสำนักวิปัสสนาสอนทวี อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (๐๓๘) ๕๔๑๔๐๕ และ (๐๓๘) ๘๔๘๒๙๔
ขออภัยไม่ได้ถ่ายภาพด้านหน้าสำนักมา พอดีมีเหตุการณ์ไม่สามารถไปถ่ายไว้ได้ค่ะ...

บวชเงียบๆ....(ต่อ)

noop @ 23:08

......คืนแรกผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อยหลังพอประมาณ เพราะเราแพ้การนอนบนไม้แข็งๆอ่ะ คือเป็นทุกครั้งเลย ตอนบวชที่วัดนอนบนศาลาพื้นเป็นไม้กระดาน โห..ตื่นมาเป็นไข้เลยจริงๆ เราแพ้ทางมากๆเลยแหละขอบอก แต่ก็ไม่รู้จะทำไงถ้าบวชก็ต้องเจอแบบนี้อยู่แล้ว ห้ามนอนฟูก

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

แต่วันนี้ยังไม่ค่อยเมื่อยเท่าไหร่ ก็ตื่นหกโมง เปิดหน้าต่างดูว่ารถยังจอดอยู่ที่เดิมรึเปล่า ไม่ได้คิดว่าพระจะแอบเอาไปขับนะ นั่นบาปแระ แค่กลัวขโมยอ่ะ ก็ไปอาบน้ำ ซักผ้า กวาดห้อง คนส่งปิ่นโตเค้าจะขี่รถเหมือนซาเล้งอ่ะ คือด้านหน้ารถจะวางปิ่นโตเต็มไปหมด นั่นแหละเค้าจะมาส่งประมาณเจ็ดโมงเช้า เค้าจะเปิดประตูรั้วกุฎิมาวางไว้ที่ระเบียง มื้อเช้านี้มีข้าวต้มข้าวกล้อง ไก่ทอดกระเทียม แล้วก็ผัดมะละกอใส่ไข่ แปลกดีเรากินผัดมะละกอหมดเกลี้ยงเลย แต่ไม่กินไก่ทอด อยู่ดีๆก็ไม่อยากกิน เสร็จแล้วอ่านหนังสือธรรมะ พอใกล้ๆเก้าโมงก็ไปศาลาสวดมนต์ทำวัตรเช้ากับแม่ชีแล้วก็นั่งสมาธิ ชั่วโมงกว่าๆ กลับมาฝึกนั่งสมาธิที่กุฎิ อ่านหนังสือธรรมะต่อ เนี่ย ตอนที่อ่านหนังสือ เราคิดถึงหนังจีนสมัยโบราณเรื่องเกี่ยวกับหลวงจีนต่างๆที่เค้าชอบใช้คำว่า หลวงจีนมีหน้าที่ศึกษาพระธรรม เราว่าเราก็คล้ายๆนะคือนั่งอ่านหนังสือธรรมะได้เป็นชั่วโมงๆจริงๆ ทั้งวันไม่ต้องพูดคุยเรื่องไร้สาระกับใคร ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องพูดส่อเสียดเพ้อเจ้อ ไม่มีเลย ตัดไปเลย เพราะอยู่คนเดียว เราชอบมากๆ แต่อาจจะปฎิบัติได้ไม่ดีนักเพราะช่วงนี้หลวงพ่อท่านไม่ว่างมาอบรมให้ ต้องฝึกเอง พอตอนเย็นก็ไปสวดทำวัตรเย็นวันนี้มีคุณป้าท่านนึงที่อยู่ที่นี่มานานมากแล้ว มาสอนวิธีเดินจงกรม ก็ฝึกเดินไปจนหกโมงก็กลับกุฎิ

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

......จะบอกว่าช่วงกลางวันเราได้มีโอกาสเดินดูบริเวณรอบๆเท่าที่จะกล้าเดินไป เพราะมันไม่ค่อยมีคนเดินไง มีแต่กุฎิกับป่าประมาณเนี้ย เราก็เดินเท่าที่จะพอเดินได้ เพิ่งจะสังเกตุเห็นว่าพ้นจากรั้วสำนักไปด้านหลังมีคนงานก่อสร้างกำลังสร้างอะไรกันสักอย่างไม่รู้ มีรถปูน รถทรายมาเทตลอด ห่างกันแค่รั้วอิฐกั้น แถมประตูรั้วเหล็กสำนักก็ไม่ได้ปิดหรอก คล้ายๆว่าเปิดให้ใช้สายยางต่อน้ำไปใช้มั้งคนงานก็เดินเข้าออกได้ แต่ก็เดินอยู่แค่บริเวณใกล้ๆนั้น แต่เค้าต้องเห็นเราแน่ๆ เพราะทางเดินไปกุฎิเราต้องผ่านตรงนั้นอ่ะ และก็มีเราเดินอยู่คนเดียวด้วย พอเรากลับมากุฎิตอนหกโมงเย็น เหมือนยังไม่อยากอาบน้ำ อยากอ่านหนังสือต่อ ก็เลยอ่านไปเรื่อยๆ ด้วยความที่แต่ละกุฎิจะมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ มันก็จะมีเสียงเหมือนลูกไม้อะไรสักอย่างหล่นบนหลังคาบ้าง กิ่งไม้หล่นบ้าง บางทีก็ตกใจนะ อยู่ดีๆก็มีเสียงตุ้บบนหลังคา มีเป็นระยะๆ เราเลย อืม...ยังไม่ค่ำมาก รีบอาบน้ำก่อนดีกว่า

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

เพราะห้องน้ำเราว่าน่ากลัวกว่าห้องอื่นนะ แต่วันแรกเราไม่กลัวไงเพราะมันไม่ค่อยได้รู้ได้เห็นสภาพอะไรยังไง ด้วยความที่หน้าต่างห้องน้ำมีสองช่อง เป็นกระจกสองแผ่นแบบลายฝ้าสอดขวางกันอยู่ ถ้ามีใครตัวสูงหน่อยมาถอดกระจกก็น่าจะถอดได้นะเราว่า คือมันเข้ามาได้อ่ะ เราเลยอาบไปมองไป รีบอาบไม่สระผมหรอกวันนี้แล้วก็เข้ามาห้องนอน เชื่อป่าวว่ายิ่งเรากลัว เหมือนบรรยากาศมันยิ่งแกล้งอ่ะ อยู่ดีๆก็มีเสียงอะไรไม่รู้หล่นดังโครม!!! ข้างหลังกุฎิเราอ่ะ ดังมากๆเลย เราสะดุ้งแบบหัวใจแทบจะวายเฉียบพลัน กลัวมาก นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่ามันควรจะเป็นเสียงอะไร เท่านั้นยังไม่พอ มีเสียงเหมือนคนเดินอยู่แถวๆหลังห้องน้ำด้วย โหย..เรารีบเดินไปกดล๊อคประตูเลย ประตูที่มันอยู่ระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำอ่ะ แต่มันไม่มีกลอนนะเป็นแค่ลูกบิดล๊อคอย่างเดียว ไม่เซฟเล้ย เราเดินไปเดินมา แต่ไม่ใช่จงกรมนะ คือเดินคิดว่าจะทำไงดี ถ้าเสียงนั้นคือคนงานก่อสร้างล่ะ? เรากลัวมากเลย เพราะจะตะโกนเรียกอีกกุฎินึง เปอร์เซ็นต์ได้ยินมีน้อยมาก เพราะเค้าปิดบ้านแน่นเลย เชื่อมั้ยว่า เรายังไม่เคยเห็นตัวเค้าเลยด้วยซ้ำว่าคือใคร เพราะบางกุฎิเค้าจะอยู่แบบเข้มเก็บอารมณ์ เค้าอาจไม่ได้ไปทำวัตรก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้น อย่าใช้วิธีตะโกนเลย ระหว่างกำลังเครียด ไอ้ลูกไม้อะไรไม่รู้ก็ดันหล่นใส่หลังคาเราอีก เวรจริงๆมันจะต้องมารีบสุกงอมอะไรกันตอนนี้วะ รอไปหล่นตอนเช้าไม่ได้รึไง จนพอเสียงต่างๆเริ่มเงียบ เราก็ได้สติ นึกถึงสิ่งที่เราบูชาที่สุดในชีวิตขึ้นมาได้ “ตำรวจ”ไง อิอิ พูดเล่น ไม่ได้บูชาหรอกโว๊ย เล่นมุขเฉยๆ แค่จะบอกว่านึกถึงตำรวจขึ้นมาได้ เลยกดโทรศัพท์แบบเบาสุดๆ กระซิบถาม1133 ขอเบอร์ สภ.บางคล้า ให้มาสามเบอร์ตรงๆ ค่อยอุ่นใจมานิดนึง คืนนั้นกว่าจะกล้านอน กว่าจะหลับ โห..สุดๆอ่ะ

บวชเงียบๆ...

noop @ 23:01

....จะเข้ามาเขียนบล็อก เปิดมาเห็นสถิติผู้เข้าชมเฉพาะวันนี้ (นับถึงประมาณหกโมงเย็น) มีตั้งสี่คน ไม่รวมเรา เอ๊..ใครบ้างนะสี่คนนั้น ดีใจจังเลยอ่ะ เริ่มอยากจะให้มีคนเข้าบล็อกเยอะๆแระ แต่ก็นะ ของเราไม่ใช่ BLOGGANG รึว่า EXTEEN พวกบล็อกยี่ห้อดังๆ อันนั้นคนจะเข้าไปอ่านเยอะ

....ก็จะเล่าให้ฟังว่าไอ่ช่วงวันหยุดยาวนี่แหละว่าไปทำไรมาบ้าง ก็คือเราไปบวชมา ตอนแรกที่จองอ่ะ กะจะแค่ไปฝึกวิปัสสนา เพราะเราเห็นชื่อเค้าคือสำนักวิปัสสนาสอนทวี เราก็เลยคิดว่าอยากปฎิบัติอะไรก็ได้ให้ใจสงบ แต่ไม่ได้บวชเพราะไม่ใช่วัด แต่พอไปถึงเจ้าหน้าที่เค้าให้บวชเราก็เลยบวช ไม่ได้ตัดสินใจยากอะไรหรอก เพราะเราก็เคยบวชมาแล้วครั้งนึง เลยไม่ค่อยตื่นเต้นรึต้องปรับตัวใหม่อะไร ข้าวของเสื้อผ้าก็มีอยู่แล้ว ก็เลยบวช เราไปวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. ความจริงตั้งใจว่าจะไปให้ทันทำวัตรเช้าตอนเก้าโมง แต่ปรากฎว่าตื่นมาวันเสาร์เราป่วยอ่ะ คือเหมือนไม่สบายนิดนึง เลยแทนที่จะไปถึงเก้าโมง กลายเป็นออกจากบ้านเก้าโมง อิอิ รถติดอีกต่างหากเพราะคนคงจะออกต่างจังหวัดกันเยอะ กว่าจะไปถึงก็สิบเอ็ดโมงพอดี เจ้าหน้าที่บอกว่าเอาของไปไว้ที่พักก่อน แล้วค่อยมาบวชตอนบ่ายโมง ก็ทำตามนั้น

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....ที่พักที่เราจะต้องอยู่ในช่วงสองคืนสามวันนี้ (พูดเหมือนแพคเก็จทัวร์เลย) เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวซึ่งที่สำนักวิปัสสนาเค้าจะเรียกว่า “กุฎิ” ของเราอยู่หลังที่๔๖ เขียนเลขไทยตามป้ายหน้ากุฎิเค้าเขียน ด้วยความที่สำนักมีเนื้อที่กว้างมีกุฎิหกสิบเจ็ดสิบหลังได้ เจ้าหน้าที่เค้าเลยขับ จยย.นำทางให้เราขับตามไป พอไปถึงก็เจอคนส่งปิ่นโตพอดี คือที่สำนักเค้าจะไม่มีการไปกินข้าวรวมเหมือนบวชที่วัด แต่เค้าจะส่งปิ่นโตให้ที่กุฎิเลย นั่นแหละ เราก็เลยรับมอบปิ่นโตตรงนั้นเลย แล้วก็เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บในกุฎิ ด้วยความที่หลังที่เราอยู่ไม่มีที่จอดรถ เลยต้องจอดห่างไปอีกสองซอย คือมันเหมือนเป็นทางเดินปูนซีเมนต์ที่จะเดินไปยังกุฎิหลังต่างๆอ่ะ แต่ทางนั้นใช้เดินอย่างเดียวไม่มีรถวิ่ง เค้าเลยบอกให้เราเอาไปจอดตรงนั้นได้ อีกอย่างมันมีร่มไม้ปกคลุมตลอดแสงแดดส่องไม่ค่อยถึง ร่มรื่นมากเลย แต่ก็เงียบใช้ได้เพราะมันมีกุฎิ และอาคารเก่าๆที่ไม่มีคนอยู่ ก็คิดว่าเดินมาตอนกลางคืนคงหลอนพอสมควร...

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

.....อาหารปิ่นโตเอสแอนด์พี เอ๊ยม่ายช่าย อิอิ อาหารปิ่นโตมื้อแรกของเราคือ ไข่ดาวกับกระเพราหมูสับ หรือที่รู้จักกันในนามกระเพราหมูสับไข่ดาวนั่นเอง พร้อมพริกน้ำปลา ข้าวเปล่า และมังคุดประมาณหกเจ็ดบุตร (ก็ลูกไง..) อร่อยมาก เพราะเมื่อเช้าไม่ค่อยสบายไม่ได้กินข้าวมา เสร็จแล้วก็เปลี่ยนชุดรอไปบวชที่ศาลาพระตอนบ่ายโมง ระหว่างรอก็เก็บภาพภายในห้องมาฝากเผื่อสาธุชนคนใดอยากจะไปร่วมแสวงหาความจริงของชีวิตแบบนี้ก็จะได้เป็นข้อมูล ในกุฎิจะแบ่งเป็นสามห้อง เข้าไปปั๊บจะเป็นห้องนอนและมุมอ่านหนังสือหรือจะกินข้าวก็ได้เพราะมีโต๊ะให้ตัวนึง มีพัดลม แอร์ ที.วี. ตู้เย็น นี่พูดจริงๆนะ มีจริงๆ ซึ่งนับว่าไม่ใช่อย่างที่เราคิดไว้เลย เพราะเราเองก็ไม่มีข้อมูลตรงนี้ รู้แค่ว่านอนเดี่ยวคนละหลังห้องน้ำเป็นสัดส่วน คือจากประสบการณ์ตอนไปบวชครั้งแรกที่วัดต้องนอนรวมบนศาลาห้องน้ำรวมรอคิวกันนานและไม่ค่อยสะอาด ก็เลยตัดสินใจมาที่สำนักเพราะรู้ว่าแยกพักไง แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดเลยว่าในที่พักจะมีอะไรให้บ้าง ปรากฎพอเห็นก็อึ้งไปเลย แล้วก็รู้สึกโชคดีมากๆ เพราะปกติแล้วเราชอบกินน้ำเย็นไง แต่ตอนบวชที่วัดอากาศร้อนมาก ต้องอดทนกินน้ำอุณหภูมิห้องตลอดซึ่งเราว่าเราลำบากนะ

.....นั่นแหละเข้าไปเจอห้องนอนมีตู้เสื้อผ้าให้ด้วย พร้อมราวตากผ้าแบบล้อเลื่อน 1 อัน เปิดประตูห้องนอนจะเป็นห้องต่อไปคือห้องครัว คือมันจะมีอ่างล้างจาน แล้วก็พื้นที่วางของอะไรเงี้ย แล้วอีกห้องคือห้องน้ำ มีเครื่องทำน้ำอุ่น ว้าววว คิดเอาเองละกันว่าเราจะปลื้มขนาดไหน กุศลส่งจริงๆ อิอิ แต่มันก็เก่าตามสภาพนะอย่าคิดไรมาก เค้ามีให้ใช้ก็ดีแล้ว เตียงนอนก็อย่างที่เห็นในรูปนะ ไม่มีที่นอน มีแต่เสื่อผืนหมอนใบผ้าห่มหนึ่ง เอาละ ตามสมควรแก่อัตภาพ เล่าเรื่องบวชต่อละกันนะ ตอนบ่ายโมงไปบวชที่ศาลามีคนมาบวชพร้อมเราอีกสามคน หลวงพ่อ เอ..ต้องเรียกว่าพระอุปัชฌาย์รึป่าวอ่ะ เราก็ไม่เก่งวิชาการซะด้วย ท่านมาบวชให้ ก็ต้องกล่าวตามที่ท่านบอก เสร็จพิธีบวชก็ไปพักที่กุฎิ พอสี่โมงเย็นครึ่ง ( 16.30 น. ) ก็ไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิกับแม่ชีประมาณชั่วโมงนึง แล้วก็กลับที่พัก ไปอาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน แต่...หิวแฮะ เพราะวันนี้เท่ากับกินมื้อเดียวจริงๆคือมื้อกลางวัน เลยหิว ก็ไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำปานะที่เราเตรียมมาจากบ้าน เอาหลอดเจาะกล่องแล้วก็ดูดน้ำปานะยี่ห้อโฟร์โมสต์รสช็อคโกแลตเฮเซลนัต ไปหนึ่งกล่อง ค่อยยังชั่ว

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....นั่งอ่านหนังสือธรรมะไปเรื่อยๆเพลินดี มันเป็นเล่มที่เราอ่านแล้วเข้าใจไง จนสามทุ่มกว่าคิดว่าควรจะนอนได้แล้ว ก็เลย เดินไปสำรวจประตูและหน้าต่างทุกบาน มันเป็นบานเกล็ด (ยกเว้นหน้าต่างห้องน้ำ) ก็ตรวจดูว่ามันปิดเรียบร้อยทุกบานมั้ย เพราะก็กลัวอยู่นะ ที่นี่มันจะเงียบมากไง กุฎิด้านขวามีคนอยู่จริง แต่ก็นับว่าอยู่ห่างพอควร มีรั้วกั้น และต่างคนต่างก็ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ยังกับกลัวพวกซอมบี้จะมาทุบบ้านงั้นแหละ กุฎิด้านซ้ายไม่ต้องพูดถึง ตอนเย็นที่เราเดินมาเห็นเค้าคล้องกุญแจจากด้านนอกแปลว่าไม่มีคนพัก ตอนนั้นเราว่าเรานึกกลัวเหมือนกันนะ เพราะจะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกที่เรามานอนต่างจังหวัดคนเดียวในสถานที่ที่คนที่บ้านเราก็ไม่มีใครเคยมาสักคน เออว่ะ เรานี่เสี่ยงเกินไปรึเปล่าวะ คิดทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง ว่าแล้วความกลัวก็ทำให้เราเดินไปเปิดที.วี อิอิ แต่ไม่ได้ดูนะเอาเสียงเอาแสงเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง แต่ก็เปิดเบามากๆนะ เพราะจริงๆคือจะอ่านหนังสือต่ออ่ะ มาง่วงจริงๆตอนสี่ทุ่มกว่า ก็ปิดที.วี. สวดมนต์วันนี้สวดคาถาชินบัญชร แล้วก็ขอเทวดา เจ้าที่เจ้าทางว่า เรามาอาศัยสถานที่ปฏิบัติธรรมนะ ขอให้เมตตาด้วยเถิด ประมาณนั้น เพราะนอนต่างที่คนเดียวก็กลัวว่านอนๆอยู่เกิดท่านเจ้าของที่ไม่พอใจเราขึ้นมา หู๊ยยยย พูดแล้วขนลุก...

01/07/2009 GMT 7

ตราตรึงในดวงใจ...

noop @ 20:42

ว่ามั้ย?

28/06/2009 GMT 7

เหมือนจะเสียดาย...

noop @ 20:25

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง
....เราเคยซื้อน้ำหอมขนาดทดลองรุ่น Petits et Mamans ของ BVLGARI มาขวดนึง ชอบมาก กลิ่นเหมือนแป้งเด็กยี่ห้อนึงที่เคยใช้สมัยก่อน ไม่รู้เคยได้ยินกันป่าว แป้งเด็กABSORBA (แอ๊บซอร์บบา) กลิ่นละมุนละไมมาก แล้วเมื่อเร็วๆนี้มันมีงานเซลส์เครื่องสำอางค์&น้ำหอมอ่ะ เราก็เลยลองไปดู ก็เจอว่ามีรุ่นนี้ขายด้วย เลยซื้อมาขวดนึง ก็ตัดสินใจนานเหมือนกันนะ ลังเล เพราะที่เราใช้ทุกวันคือ Estee รุ่น Pure white lenen seabreeze เป็นเพอร์ฟูมแต่มันใกล้หมดแระ แต่ของBVLGARI เป็นทอยเลตจะไม่ค่อยติดทน เลยลังเล แต่ด้วยความที่ว่าลดเหลือแค่พันเดียว จาก(ถ้าซื้อในเว็บ ซึ่งถูกกว่าข้างนอกอยู่แล้ว) พันห้าอ่ะ ก็เลยเอาก็เอาลองซื้อมาดู

....ปรากฎว่าเป็นอย่างที่คาดหมาย คือหอมจริง แต่ติดไม่ทนเลย ต้องระดมฉีดพ่นเหมือนตอนเราใช้ Paul Smith กลิ่น Rose น่ะแหละ พ่นทีเหมือนยาฆ่าแมลงเลยถ้าจำกันได้ อิอิ เนี่ยเราเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะคุ้มสตางค์เลย เสียดายเหมือนกัน เพราะตอนนี้ตังค์จะไปซื้อEstee ก็ไม่มีแระ เพราะกำลังเก็บมีเรื่องที่ต้องใช้เงินก้อน ไม่รู้จะทำไง เป็นคนติดน้ำหอม คิดว่าฝึกวิปัสสนาก็จะเอาไปนะ แต่ไม่ได้ฉีด เอาไปดม อิอิ...

Lonely My Life...

noop @ 19:52

....เคยมีบางคนที่มีแฟนแล้วพูดกับเราว่า "เฮ้ย มันก็ดีนะได้ไปไหนมาไหนคนเดียว ได้คิดเองตัดสินใจเอง ไม่วุ่นวายดี เรายังอยากไปคนเดียวเลย" ได้ยินแบบนั้นบ่อยๆ เราก็เลยพูดไปว่า "งั้นถามหน่อยสิ ถ้าชีวิตนี้ทั้งหมดเท่ากับร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เธอเลือกระหว่างอยากไปไหนคนเดียวกับไปกับแฟน ตอบสิว่าอันไหนเปอร์เซ็นต์สูงกว่ากัน" จบข่าว ทุกคนไม่มีใครอยากไปคนเดียวหรอกจริงๆแล้วอ่ะ มันก็อยากมีใครสักคนไปด้วยทั้งนั้นแหละ

....ไม่อยากให้ใครข้องใจกับเรื่องนี้เลยนะ อยากให้เชื่อเราเหอะ มันเหงาสุดๆจริงๆ แทบทุกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมีแค่เราคนเดียวเท่านั้น เดินมันไป ทำมันไป ดูแลตัวเอง ปลอบใจตัวเอง ปกป้องคุ้มครองตัวเอง เวลาเดินเข้าร้านอาหารเราต้องบอกพนักงานว่า "คนเดียวค่ะ" แทบจะทุกร้าน นั่งโต๊ะสำหรับสองคนแต่อีกฝั่งนึงว่างเปล่า บางครั้งที่มีคนไปด้วยก็คือแม่ เพื่อน ญาติ upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....เน็ทเจ๊ง ไฟเสีย แก้ไม่เป็นก็ต้องเรียกช่าง พร้อมไม่พร้อมกลัวไม่กลัวก็ต้องอยู่มันกับช่างน่ะแหละ เรื่องรถ เช็คระยะทีก็ต้องขับเอาไปเอง ต้องสนใจฟังเสียงเครื่องยนต์เพราะมีปัญหาต้องคุยกับช่าง ต้องพยายามเข้าใจไอ้ที่ช่างเค้าพูด ถ้างงก็ต้องหาอะไรมาอ่านเพิ่มเอา เวลารถโดนชน ก็ขับเอาไปเข้าอู่เอง ต่อประกันต่อทะเบียน ไปทำงานต่างจังหวัดยังไม่รู้สถานที่ก็ต้องขับไปสำรวจเส้นทางคนเดียว กลับดึกกลับดื่นกลัวไปก็เท่านั้น เบาะข้างๆมีไว้เพื่อวางกระเป๋ากับเอกสาร ไม่มีแม้เพื่อนที่จะคอยบอกว่า "แวะเข้าห้องน้ำมั้ย เดี๋ยวเรานั่งรอในรถ " ทำงานต่างจังหวัดแบบนี้จะจอดกินข้าวร้านริมทางก็ไม่ได้ เพราะมืดค่ำอันตราย ต้องไม่ให้คนเห็นว่ามาคนเดียว ทนหิวจนกลับถึงกรุงเทพฯ เป็นไงหล่ะมีใครอยากใช้ชีวิตแบบนี้บ้าง รู้สึกอบอุ่นใจดีมั้ยเท่าที่เล่ามา...

....เราไปเที่ยวตลาดน้ำ มองๆดูไม่เห็นมีใครเลยที่มาเที่ยวคนเดียว โต๊ะอื่นๆเค้าก็มีคนจองไว้ แล้วแฟนเค้าก็เดินไปซื้อ คือผลัดกันไปได้ แต่เรา..ถือมาได้แค่นั้นก็ต้องกินไปเพราะเมื่อมีที่นั่งก็ต้องนั่งแล้วกินเลย ไม่มีหรอกที่จะบอกว่า "เด๋วเธอจองไว้ก่อนนะ เราไปซื้อส้มตำก่อน" ไม่มีอ่ะ ต้องกินให้เสร็จไปเลย ถ้าอยากกินอย่างอื่นอีก ก็ต้องรู้ไว้เลยว่ากลับมาก็จะไม่มีที่นั่งแล้ว..

....สิ่งที่เราหวัง เราอยากให้วันที่เราไปฝึกวิปัสสนา เราได้ความสงบใจจริงๆ เรายังอยากจะได้ความสุขแบบที่เกิดกับจิตตัวเอง เพื่อจะได้หวังการเติมเต็มจากผู้อื่นน้อยลง ถึงมันจะไม่ถูกต้องนัก เพราะความ"อยาก" แสดงว่าไม่ตัดกิเลส แต่เราคงพอแค่นี้ ไม่ได้อยากบรรลุธรรมขั้นสูงใดๆ ขอแค่ได้ความสงบและมีใจเป็นมิตรมีจิตเป็นเพื่อนได้จริงๆ มันก็น่าจะพออยู่ได้แล้วนะสำหรับชีวิตคนๆนึงที่โดดเดี่ยวแบบนี้....

27/06/2009 GMT 7

จะว่าดีก็ดี จะว่าเลวก็ไม่เถียง (ต่อ)

noop @ 19:18

....เรียกว่าขับได้เลวเกือบจะตลอดเส้นทาง แต่พอมาใกล้ๆจะถึง ได้แวะจอดปั๊มบางจากโทรถามเส้นทางที่สำนักอีกที ปรากฎว่าเหมือนอาการมันดีขึ้น ค่อยขับเป็นปกติมนุษย์หน่อย ไปถึงสำนักโดยสวัสดิภาพก็ลงไปแจ้งความจำนงค์กับเจ้าหน้าที่ไว้ แล้วก่อนกลับก็ไหว้พระในศาลา ขับรถวนดูกุฏิต่างๆ (เจ้าหน้าที่บอกว่าขับไปดูได้)ที่มีญาติโยมมาพักค้างปฏิบัติธรรมกันก็รู้สึกว่าร่มรื่นพอสมควร เงียบสงบดีด้วย อืม..ชอบนะบรรยากาศแบบนี้

....ขากลับระหว่างทางเห็นป้ายบอกทางไปตลาดน้ำบางคล้า ก็อ่ะนะ ไหนๆมาแล้วเพิ่งจะเที่ยงกว่าๆ ก็เลยไปดูซะหน่อย ไปถึงก็โชคดีพอควรไม่ต้องไปวนหาที่จอดอะไรเลย ขับมาพอดีเจ้าหน้าที่เค้าโบกให้เราไปจอดแอบฟุตบาทตรงข้าม สภ.บางคล้า เออ..เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าข้างในจะมี สภ.อ่ะ เพราะมันไม่น่าจะมี นั่นแหละก็จอดง๊ายง่าย แถมยังมีร่มไม้บังแดดด้านคนขับให้ครึ่งคันอ่ะ ดีแฮะ

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....เดินตรงไปข้างหน้าก็เป็นตลาดน้ำ เหมือนเดินลงแพอ่ะแล้วแม่ค้าพ่อค้าเค้าก็จอดเรืออยู่สองข้างทางขายของกินสารพัดชนิด เราก็ถ่ายรูปมาบ้าง มียำถั่วพลูโบราณ ผัดไทโบราณ กาแฟโบราณ ส้มตำ..จำไม่ได้ว่าโบราณรึเปล่า อิอิ แล้วก็ปลาหมึกย่าง กุ้งแม่น้ำย่าง อะไรเงี้ย ราคาก็ธรรมดาโลกนะ รสชาติใช้ได้ แต่มันมีร้านไม่เยอะนักหรอก เพราะมันไม่ใช่แหล่งรวมฮิตแบบดอนหวาย อย่าเอาไปเทียบกัน เพราะศาสนาพุทธสอนไว้ว่าอย่าเปรียบเทียบ เพราะมันจะทำให้จิตขุ่นมัว ไม่ว่าเปรียบแล้วจะดีกว่ารึแย่กว่าก็ไม่ดีทั้งนั้น ใจมันจะไม่นิ่งทั้งสองแบบแหละ..

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....จะบอกว่ามีหนุ่มคนนึงเป็นเจ้าหน้าที่อะไรสักอย่างอยู่บนแพนั่นแหละ ไม่รู้ว่าถูกชะตาผู้หญิงหน้าเชยๆอย่างเรารึไง เค้าก็มองอ่ะแบบอมยิ้มเหมือนจะยิ้มให้แต่ขอคิดดูก่อนอะไรประมาณนั้น แต่เราไม่ยิ้มให้หรอกเพราะดูแล้วเราแก่กว่ายิ้มไปเด๋วมันด่าสวน แต่แปลกดีแฮะ พอเราเดินไปเรื่อยๆ หันมาอีกทีก็เห็นเค้าเดินมาอยู่ข้างหลังอ่ะ เราก็เดินไปทางอื่น คนมันค่อนข้างเยอะด้วยอ่ะ พอเราเดินไปซื้อปลาหมึกย่างเดินกลับมา ก็เห็นเค้ายืนอยู่เราก็ต้องเดินผ่านตรงนั้นเพราะมันเป็นทางผ่านพอดี เค้าก็หันมามองอีกนะ ก็ดีรู้สึกปลื้มดี..

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯแวะร้านขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั้วด้วยนะ ที่เค้าได้รางวัลอ่ะ แล้วก็มีประวัติโรงงานให้ชมอะไรเงี้ย คือนอกจากขายขนมเปี๊ยะแล้ว เค้ายังเพิ่มความหลากหลายของสินค้า คือมีโซนที่ขายของที่ระลึกแยกไปอีกต่างหากด้วย เราก็แวะไปซื้อมาชิมดู แล้วก็เก็บภาพมาอย่างที่เห็น
upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....กลับถึงบ้าน ง่วงนอนแฮะ และก็เหงามากด้วย อยากโทรหาคนๆนึง แต่ก็กลัวโน่นนี่สารพัด คิดถึงต้นข้าวก็คิดถึงนะ แต่มันจบกันไปแบบถาวรแล้ว ไม่มีไฟต์ล้างตา งานนี้ต้นข้าวได้เข็มขัดแชมป์ไปครองด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์...

จะว่าดีก็ดี จะว่าเลวก็ไม่เถียง....

noop @ 18:53

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....มีเพื่อนชวนไปบวชชีพราหมณ์เมื่อต้นเดือนมิ.ย ตอนแรกก็อยากไปนะ เพราะเคยบวชไปครั้งนึง บวชวัดในกรุงเทพฯนี่แหละ ชื่อวัดสุวรรณประสิทธิ์ ซึ่งนั่นก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ก็บอกเพื่อนไปว่าโอเค แต่พอใกล้วันจริงๆรู้สึกยังไงไม่รู้เหมือนไม่อยากไปขึ้นมาเฉยๆ เหมือนกับว่า

ขี้เกียจจัดกระเป๋า ขี้เกียจเดินทาง(วัดอยู่ปทุมฯ) อะไรประมาณนั้น ก็เลยให้เพื่อนไปกันก่อน ซึ่งก็ดีแล้วล่ะ เพราะว่ามารู้จากเพื่อนทีหลังว่าที่พักมีจำกัดพอดี และค่อนข้างมีเรื่องวุ่นวาย(เพื่อนบอกว่ามีมารผจญ) ก็นับว่าตัดสินใจถูกอย่างบังเอิญ คือบางครั้งเราก็เชื่อเซ้นส์ตัวเองนะ เหมือนมันจะช่วยเซฟเราแบบนี้มาหลายทีแล้ว สาธุเซ้นส์..

....จนเนี่ย ใกล้เทศกาลเข้าพรรษา เราก็เลยคิดว่าจะไปบวชอีก ก็เลยลองsearch หาวัด หาสถานที่ปฏิบัติธรรมที่พอจะเข้ากับจริตเรา แบบไม่เอาเข้มมาก เพราะมันจะเครียดเกินไป กลัวจิตไม่เป็นกุศล และอีกอย่างบางแห่งเค้าจำกัดเวลาว่าต้องให้ครบ7-8วันอะไรแบบนี้ ซึ่งเราต้องทำงานอ่ะ ลาไม่ได้ ก็เลยหาดูที่อื่นไปเรื่อยๆ ก็ชอบอยู่สองที่ เค้าไม่ใช่การบวชชีพราหมณ์นะ แต่เป็นการฝึกวิปัสสนามากกว่า มีหลักสูตรของอาจารย์นุชพร ชื่อออกกำลังจิตฯ แต่โทรไปแล้วอาจารย์บอกว่าเดือนกรกฎามีแต่หลักสูตรของผู้ที่เคยผ่านการอบรมมาแล้ว สำหรับขั้นพื้นฐานจะเปิดอีกทีเดือนกันยายน อาจารย์น่ารักมากให้เราส่งอีเมลไปให้แล้วอาจารย์จะส่งรายละเอียดหลักสูตรมาให้อ่าน วันนี้อาจารย์ก็โทรมาถามอีกว่าเราเจอในเว็บไซต์ไหน
จะโทรไปขอบคุณ ใจเป็นกุศลดีจังเลย

....แล้วเราก็มาพบทางออกของเรื่องที่ สำนักวิปัสสนาสอนทวี อยู่ฉะเชิงเทรา พอได้รายละเอียดมาแล้ววันนี้พอมีเวลาก็เลยลองขับรถไปดูสถานที่ แต่เชื่อมั้ย..เราเหมือนใจร้อนบ้าบออะไรไม่รู้ ทั้งๆที่ก่อนออกจากบ้านก็อารมณ์ดีนะ แต่พอขับรถมาสิ เจอคนมันขับช้าขวางทางนิดหน่อย เราก็โมโห กดแตรด่าตลอด หมั่นไส้ปิ๊กอัพคันนึง มัวแต่ช้าไอ้ฮอนด้าที่เราไม่ชอบคันนึงมันเลยเบียดเข้ามาอยู่ข้างหน้าได้ โอ๊ย เราโมโหมันสุดๆ ไล่จี้ท้ายมันเลย ท้ายฮอนด้าอ่ะ จนมันคงรู้แล้วว่านังนี่เป็นโรคจิตจะรีบไปบำบัดมันเลยเปลี่ยนไปอยู่เลนซ้าย แถมพอเราแซงมันไปเรายังชะลอหันไปมองหน้ามันอีกนะ โคตรเลวเลยเรา เกลียดพฤติกรรมตัวเองมากงานนี้ขอบอก

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

21/06/2009 GMT 7

เสียงดี๊ดี...

noop @ 01:02

....หลังจากฟังเพลง "ช้ำรักจากอุบล" ไปหลายเที่ยว ก็รู้สึกประทับใจกับเสียงนักร้องมาก คือร้องชัดเต็มดี แล้วก็.. เค้าเรียกว่าไรนะ ขึ้นถึงโน๊ตทุกตัวไม่เพี้ยนเลย ชอบมากๆ ถึงบางคำเราจะฟังไม่ออก คือเป็นภาษาเค้าเราไม่เข้าใจทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ก็ชอบ เรียกว่าติดใจมากเลยล่ะ เลยลองsearchดูว่านักร้องคนนี้เป็นยังไง ก็ได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเค้า สิทธิพร สุนทรพจน์ แล้วก็ได้รูปมาอย่างที่เห็น เสียงดีมากๆ อยากให้รวยมีตังค์เยอะๆ จะได้มีกำลังใจร้องเพลงต่อไป

นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ทำให้เราชอบเค้ามากขึ้น ลองอ่านดูนะ...

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

คมชัดลึก :นักร้องเสียงคุณภาพ สิทธิพร สุนทรพจน์ ท้อแท้สังคมมีแต่พวกเห็นแก่ได้ ทำเพลงก็ถูกเอาเปรียบ เปิดสำนักเพลง "เสียงธรรมเสียงทอง" ร้องเพลงสอนนักการเมืองรู้จักรับผิดชอบและหยุดทำร้ายสังคมสิทธิพร สุนทรพจน์ ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" ถึงการทำเพลงคุณธรรมครั้งนี้ว่า รู้สึกสบายใจและดีกว่าทำเพลงแล้วให้คนเอาไปทำปลอม

"ผมทำเพลงส่งเสริมคุณธรรม ความกตัญญู พอดีได้รู้จักกับพระ ท่านเป็นเลขาศูนย์ส่งเสริมพุทธศาสนา ท่านมีไอเดียนำเพลงลูกทุ่งเป็นสื่อเพื่อปลูกฝังคุณธรรมความดี ซึ่งทุกวันนี้คนห่างเหินเรื่องนี้มาก เลยอยากใช้เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อการสอนให้แก่ครูนำไปสอนเด็กๆ บางครั้งช่วงก่อนที่พระจะบรรยายธรรมก็จะเปิดเพลงของผมก่อน ซึ่งเพลงคุณธรรมนี้จะออกแนวลูกทุ่งหวาน มีแหล่ แต่งโดย อ.ดอย อินทนนท์ กับ อ.สัก ลานไทร ดนตรีก็จะมีพี่หมู กิตติศักดิ์ สายนํ้าทิพย์ ซึ่งตอนนี้ทางศูนย์ก็นำไปเปิดจำหน่ายตามเครือข่ายทั่วประเทศ เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ผมก็ไปเปิดบูธแสดงสินค้าที่สนามหลวง แนะนำเพลงให้แก่คนที่มาร่วมงาน เราได้บอกถึงเนื้อหาในเพลงด้วยตัวเราเอง เขาฟังแล้วบอกว่าดีแปลก ก็อุดหนุนกัน ดีใจที่ได้ทำอะไรเพื่อสังคมส่วนรวมกับเขาบ้าง“

นักร้องหนุ่มเจ้าของเสียงเพลง "ช้ำรักจากอุบล" กล่าวถึงการทำเพลงทุกวันนี้ว่า ภาครัฐไม่สามารถปราบของปลอมได้ ทำให้คนตั้งใจทำงานเกิดความท้อและเลิกทำไปในที่สุด

“เราทำเพลงตลาดออกมาขาย มันท้อแท้เหมือนกันนะของปลอมมันเยอะมาก หาซื้อง่ายมาก เงินใต้โต๊ะมันมากปราบลำบาก เพราะคนของรัฐก็ขายกัน ทหาร ตำรวจ มีส่วนหมด ภาครัฐก็ยังไม่สนใจ ไปที่ไหนก็เจอแต่ของปลอม ไปๆ มาๆ คนทำของจริงกลับขายไม่ได้ พวกของปลอมขายได้ง่ายกว่า เดินไปตามแผงเทปปลอมตามตลาด มันเห็นเรามันยังเยาะเย้ย คนทำเพลงถอดใจ หมดตัวเลิกทำกันไปกี่บริษัทแล้ว อุตสาหกรรมเพลงลูกทุ่งถูกคนของรัฐทำลาย เวลาไปขอใบอนุญาตจำหน่ายของถูกกฎหมายก็ขอยาก ข้ามเขตก็ไม่ได้ ไม่เหมือนของปลอมขายได้ทุกเขตตามตลาดนัดข้างถนน ผมไม่มีงานเพลงออกมาเกือบ 2 ปีแล้ว กะว่าจะทำเพลงคุณธรรมพวกนี้ให้สำเร็จก่อน ผมเห็นแล้วเกิดความทุเรศ"

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงงานเพลงดังกล่าวว่า เริ่มทำตั้งแต่เมื่อใด และคิดว่าจะสื่อสารกับคนที่ไม่ใช่กลุ่มลูกทุ่งอย่างไร นักร้องหนุ่มเสียงดีบอกว่า

"ผมทำเมื่อปีกลายนี่เอง ทำออกมา 3 ชุดแล้ว ชุดแรกชื่อ "วันมงคลเพื่อคนทุกวัย" ชุดที่ 2 "แหล่เทพเจ้า 10 ชาติ" และชุดที่ 3 "เพลงรักฝากแม่" ผมใช้จังหวะโบเลโรในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ๆ ส่วนคนรุ่นกลางขึ้นไปผมใช้เพลงแหล่ พอทำงานออกไปการตอบรับดี ดีกว่าสร้างงานให้คนเอาไปปลอม ทำเพลงแบบนี้ได้บุญสร้างความดีไปในตัว หลายคนทำงานเพื่อธุรกิจอย่างเดียวไม่มีเรื่องสังคมเลย พอผมได้มาทำงาน มันคิดได้ว่านักร้องต้องมีความรับผิดชอบในการทำงาน เพลงเราคนฟังทั้งประเทศน่าจะมีสำนึกของความรับผิดชอบสังคมบ้าง เขาน่าจะได้แง่คิดจากงานของเรา เวลามีคนจ้างไปงาน ผมก็จะนำเพลงคุณธรรมร้องสลับกับเพลงของผมทุกครั้ง"

เมื่อสอบถามถึงรายได้ที่ได้รับ ว่าต่างจากการทำเพลงลูกทุ่งทั่วไปอย่างไร สิทธิพร บอกว่าพออยู่ได้และอย่าไปคิดมากให้อยู่แบบพอเพียงจะมีความสุข

"รายได้ก็พออยู่ได้ ผมได้เปอร์เซ็นต์จากการขายที่ทางศูนย์ส่งเสริมพุทธศาสนาตัดมาให้ มันอาจจะไม่มากมาย เหมือนตอนที่เราทำเพลงกับค่ายเพลง แต่ใจมันสบาย เราไม่ได้คิดค่าร้อง เพลงแบบนี้น่าจะเปิดกรอกหูให้พวกส.ส. ข้าราชการ นักธุรกิจได้ฟังกันบ้างน่าจะดี คุณธรรมประจำตัวมันไม่มีกันเลย ถ้าพวกนี้มีคุณธรรมประจำตัวอยู่ในใจ ประชาชนคงไม่เดือดร้อนแบบนี้ พ่อค้านักธุรกิจทั้งหลายชอบของฟรีของถูก เขาไม่นึกถึงความรู้สึกของนักร้อง ดูถูกความสามารถ คิดว่าถ้าเขาไม่ทำเราก็ไม่มีที่ไป มันเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากเข้าค่ายเพลง สู้ทำงานให้ศูนย์ส่งเสริมพุทธศาสนามีความสุข มีคุณค่ามากกว่า สบายใจ เพลงที่เราร้องทำให้คนฟังคิดได้ ตอนนี้ผมมาดูแลเรื่องการผลิตเพลงด้วยในนาม "สำนักเพลงเสียงธรรมเสียงทอง" เพราะมีวัดต่างๆ ศูนย์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาติดต่อให้ทำเพลงประจำให้เขา"

ติดต่อผู้สร้าง | กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี