....จะเข้ามาเขียนบล็อก เปิดมาเห็นสถิติผู้เข้าชมเฉพาะวันนี้ (นับถึงประมาณหกโมงเย็น) มีตั้งสี่คน ไม่รวมเรา เอ๊..ใครบ้างนะสี่คนนั้น ดีใจจังเลยอ่ะ เริ่มอยากจะให้มีคนเข้าบล็อกเยอะๆแระ แต่ก็นะ ของเราไม่ใช่ BLOGGANG รึว่า EXTEEN พวกบล็อกยี่ห้อดังๆ อันนั้นคนจะเข้าไปอ่านเยอะ
....ก็จะเล่าให้ฟังว่าไอ่ช่วงวันหยุดยาวนี่แหละว่าไปทำไรมาบ้าง ก็คือเราไปบวชมา ตอนแรกที่จองอ่ะ กะจะแค่ไปฝึกวิปัสสนา เพราะเราเห็นชื่อเค้าคือสำนักวิปัสสนาสอนทวี เราก็เลยคิดว่าอยากปฎิบัติอะไรก็ได้ให้ใจสงบ แต่ไม่ได้บวชเพราะไม่ใช่วัด แต่พอไปถึงเจ้าหน้าที่เค้าให้บวชเราก็เลยบวช ไม่ได้ตัดสินใจยากอะไรหรอก เพราะเราก็เคยบวชมาแล้วครั้งนึง เลยไม่ค่อยตื่นเต้นรึต้องปรับตัวใหม่อะไร ข้าวของเสื้อผ้าก็มีอยู่แล้ว ก็เลยบวช เราไปวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. ความจริงตั้งใจว่าจะไปให้ทันทำวัตรเช้าตอนเก้าโมง แต่ปรากฎว่าตื่นมาวันเสาร์เราป่วยอ่ะ คือเหมือนไม่สบายนิดนึง เลยแทนที่จะไปถึงเก้าโมง กลายเป็นออกจากบ้านเก้าโมง อิอิ รถติดอีกต่างหากเพราะคนคงจะออกต่างจังหวัดกันเยอะ กว่าจะไปถึงก็สิบเอ็ดโมงพอดี เจ้าหน้าที่บอกว่าเอาของไปไว้ที่พักก่อน แล้วค่อยมาบวชตอนบ่ายโมง ก็ทำตามนั้น

....ที่พักที่เราจะต้องอยู่ในช่วงสองคืนสามวันนี้ (พูดเหมือนแพคเก็จทัวร์เลย) เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวซึ่งที่สำนักวิปัสสนาเค้าจะเรียกว่า “กุฎิ” ของเราอยู่หลังที่๔๖ เขียนเลขไทยตามป้ายหน้ากุฎิเค้าเขียน ด้วยความที่สำนักมีเนื้อที่กว้างมีกุฎิหกสิบเจ็ดสิบหลังได้ เจ้าหน้าที่เค้าเลยขับ จยย.นำทางให้เราขับตามไป พอไปถึงก็เจอคนส่งปิ่นโตพอดี คือที่สำนักเค้าจะไม่มีการไปกินข้าวรวมเหมือนบวชที่วัด แต่เค้าจะส่งปิ่นโตให้ที่กุฎิเลย นั่นแหละ เราก็เลยรับมอบปิ่นโตตรงนั้นเลย แล้วก็เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บในกุฎิ ด้วยความที่หลังที่เราอยู่ไม่มีที่จอดรถ เลยต้องจอดห่างไปอีกสองซอย คือมันเหมือนเป็นทางเดินปูนซีเมนต์ที่จะเดินไปยังกุฎิหลังต่างๆอ่ะ แต่ทางนั้นใช้เดินอย่างเดียวไม่มีรถวิ่ง เค้าเลยบอกให้เราเอาไปจอดตรงนั้นได้ อีกอย่างมันมีร่มไม้ปกคลุมตลอดแสงแดดส่องไม่ค่อยถึง ร่มรื่นมากเลย แต่ก็เงียบใช้ได้เพราะมันมีกุฎิ และอาคารเก่าๆที่ไม่มีคนอยู่ ก็คิดว่าเดินมาตอนกลางคืนคงหลอนพอสมควร...

.....อาหารปิ่นโตเอสแอนด์พี เอ๊ยม่ายช่าย อิอิ อาหารปิ่นโตมื้อแรกของเราคือ ไข่ดาวกับกระเพราหมูสับ หรือที่รู้จักกันในนามกระเพราหมูสับไข่ดาวนั่นเอง พร้อมพริกน้ำปลา ข้าวเปล่า และมังคุดประมาณหกเจ็ดบุตร (ก็ลูกไง..) อร่อยมาก เพราะเมื่อเช้าไม่ค่อยสบายไม่ได้กินข้าวมา เสร็จแล้วก็เปลี่ยนชุดรอไปบวชที่ศาลาพระตอนบ่ายโมง ระหว่างรอก็เก็บภาพภายในห้องมาฝากเผื่อสาธุชนคนใดอยากจะไปร่วมแสวงหาความจริงของชีวิตแบบนี้ก็จะได้เป็นข้อมูล ในกุฎิจะแบ่งเป็นสามห้อง เข้าไปปั๊บจะเป็นห้องนอนและมุมอ่านหนังสือหรือจะกินข้าวก็ได้เพราะมีโต๊ะให้ตัวนึง มีพัดลม แอร์ ที.วี. ตู้เย็น นี่พูดจริงๆนะ มีจริงๆ ซึ่งนับว่าไม่ใช่อย่างที่เราคิดไว้เลย เพราะเราเองก็ไม่มีข้อมูลตรงนี้ รู้แค่ว่านอนเดี่ยวคนละหลังห้องน้ำเป็นสัดส่วน คือจากประสบการณ์ตอนไปบวชครั้งแรกที่วัดต้องนอนรวมบนศาลาห้องน้ำรวมรอคิวกันนานและไม่ค่อยสะอาด ก็เลยตัดสินใจมาที่สำนักเพราะรู้ว่าแยกพักไง แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดเลยว่าในที่พักจะมีอะไรให้บ้าง ปรากฎพอเห็นก็อึ้งไปเลย แล้วก็รู้สึกโชคดีมากๆ เพราะปกติแล้วเราชอบกินน้ำเย็นไง แต่ตอนบวชที่วัดอากาศร้อนมาก ต้องอดทนกินน้ำอุณหภูมิห้องตลอดซึ่งเราว่าเราลำบากนะ
.....นั่นแหละเข้าไปเจอห้องนอนมีตู้เสื้อผ้าให้ด้วย พร้อมราวตากผ้าแบบล้อเลื่อน 1 อัน เปิดประตูห้องนอนจะเป็นห้องต่อไปคือห้องครัว คือมันจะมีอ่างล้างจาน แล้วก็พื้นที่วางของอะไรเงี้ย แล้วอีกห้องคือห้องน้ำ มีเครื่องทำน้ำอุ่น ว้าววว คิดเอาเองละกันว่าเราจะปลื้มขนาดไหน กุศลส่งจริงๆ อิอิ แต่มันก็เก่าตามสภาพนะอย่าคิดไรมาก เค้ามีให้ใช้ก็ดีแล้ว เตียงนอนก็อย่างที่เห็นในรูปนะ ไม่มีที่นอน มีแต่เสื่อผืนหมอนใบผ้าห่มหนึ่ง เอาละ ตามสมควรแก่อัตภาพ เล่าเรื่องบวชต่อละกันนะ ตอนบ่ายโมงไปบวชที่ศาลามีคนมาบวชพร้อมเราอีกสามคน หลวงพ่อ เอ..ต้องเรียกว่าพระอุปัชฌาย์รึป่าวอ่ะ เราก็ไม่เก่งวิชาการซะด้วย ท่านมาบวชให้ ก็ต้องกล่าวตามที่ท่านบอก เสร็จพิธีบวชก็ไปพักที่กุฎิ พอสี่โมงเย็นครึ่ง ( 16.30 น. ) ก็ไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิกับแม่ชีประมาณชั่วโมงนึง แล้วก็กลับที่พัก ไปอาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน แต่...หิวแฮะ เพราะวันนี้เท่ากับกินมื้อเดียวจริงๆคือมื้อกลางวัน เลยหิว ก็ไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำปานะที่เราเตรียมมาจากบ้าน เอาหลอดเจาะกล่องแล้วก็ดูดน้ำปานะยี่ห้อโฟร์โมสต์รสช็อคโกแลตเฮเซลนัต ไปหนึ่งกล่อง ค่อยยังชั่ว

....นั่งอ่านหนังสือธรรมะไปเรื่อยๆเพลินดี มันเป็นเล่มที่เราอ่านแล้วเข้าใจไง จนสามทุ่มกว่าคิดว่าควรจะนอนได้แล้ว ก็เลย เดินไปสำรวจประตูและหน้าต่างทุกบาน มันเป็นบานเกล็ด (ยกเว้นหน้าต่างห้องน้ำ) ก็ตรวจดูว่ามันปิดเรียบร้อยทุกบานมั้ย เพราะก็กลัวอยู่นะ ที่นี่มันจะเงียบมากไง กุฎิด้านขวามีคนอยู่จริง แต่ก็นับว่าอยู่ห่างพอควร มีรั้วกั้น และต่างคนต่างก็ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ยังกับกลัวพวกซอมบี้จะมาทุบบ้านงั้นแหละ กุฎิด้านซ้ายไม่ต้องพูดถึง ตอนเย็นที่เราเดินมาเห็นเค้าคล้องกุญแจจากด้านนอกแปลว่าไม่มีคนพัก ตอนนั้นเราว่าเรานึกกลัวเหมือนกันนะ เพราะจะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกที่เรามานอนต่างจังหวัดคนเดียวในสถานที่ที่คนที่บ้านเราก็ไม่มีใครเคยมาสักคน เออว่ะ เรานี่เสี่ยงเกินไปรึเปล่าวะ คิดทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง ว่าแล้วความกลัวก็ทำให้เราเดินไปเปิดที.วี อิอิ แต่ไม่ได้ดูนะเอาเสียงเอาแสงเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง แต่ก็เปิดเบามากๆนะ เพราะจริงๆคือจะอ่านหนังสือต่ออ่ะ มาง่วงจริงๆตอนสี่ทุ่มกว่า ก็ปิดที.วี. สวดมนต์วันนี้สวดคาถาชินบัญชร แล้วก็ขอเทวดา เจ้าที่เจ้าทางว่า เรามาอาศัยสถานที่ปฏิบัติธรรมนะ ขอให้เมตตาด้วยเถิด ประมาณนั้น เพราะนอนต่างที่คนเดียวก็กลัวว่านอนๆอยู่เกิดท่านเจ้าของที่ไม่พอใจเราขึ้นมา หู๊ยยยย พูดแล้วขนลุก...