จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

~~%~@ ดีส อีส อะ บล็อก @~%~~
อยากให้รอบๆตัวมีแต่ความรัก เมตตา อบอุ่น ไม่เบียดเบียน ไม่แก่งแย่ง ชิงดี อยากให้ทุกๆคนมีจิตใจที่สงบ ร่มเย็น...

29/04/2009 GMT 7

จะเล่าให้ฟัง (ต่อ)

noop @ 23:46

จะเล่าต่ออีกว่าวันนี้เราไปงานทำบุญฝังลูกนิมิตที่วัดพืชอุดม ปทุมธานีมา ก็ตั้งใจไปเลยนะ แต่พอไปเจอบรรยากาศประมาณว่าซุ้มหลายๆซุ้มที่มีพระท่านนั่งรอรับสังฆทาน รับถวายหลอดไฟ อะไรแบบนี้ ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ เพราะพอคนเดินผ่านท่านก็เอาน้ำมนต์พรมใส่แล้วให้คนของวัดตะโกนเรียกให้คนที่โดนน้ำมนต์เดินเข้าไปทำบุญ แบบเหมือนเชิงบังคับกลายๆ เราเห็นอย่างนั้นก็ถอดจิตทันที ไม่ชอบเลย ทำบุญด้วยความเกรงใจพระมันก็ไม่ควรนะ และมีจุดรับฝากรองเท้าเยอะมากและตั้งกล่องรอบริจาคไว้เลย ถึงจะเขียนว่าตามกำลังศรัทธาแต่เราก็รู้สึกเขินแทนวัดเหมือนกันนะ คือบางอย่างมันก็น่าจะฟรีบ้างอ่ะ นี่เก็บทุกอย่าง ก็มีญาติโยมหลายคนที่ไม่ฝาก ก็มันจอดได้แถวๆนั้นอยู่แล้วนี่ เค้าก็เลยจอดกัน เรื่องมาถึงจุดสรุปก็เมื่อมีญาติโยมคนนึงไปบอกทางวัดว่ารองเท้าหาย คือไปพูดกับคนของวัดที่ประกาศโน่นนี่ใส่ไมค์อ่ะ พอบอกรองเท้าหาย แทนที่คนประกาศจะประกาศหา ดันพูดใส่ไมค์ออกมาว่า “ก็นี่ละนะเค้ามีที่ให้ฝากรองเท้าก็ไม่ฝากมันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ” หืมมม... ฟังแล้วตึงขมับมาก ก็เค้าเห็นว่าเดินไปทางไหนมีแต่กล่องตั้งบริจาค เค้าก็เลยไม่อยากละมั้ง ขนาดต้นไม้ที่ทำไว้เพื่อเสียบก้านโพธิ์เงิน โพธิ์ทอง ที่สากลที่ไหนเค้าก็มีแค่เงินกับทองสองต้น แต่ที่นี่แยกละเอียดเลยนะว่าเงินให้พ่อ ทองให้แม่ แล้วยังมีต้นของย่า ของยาย อีกนะ นี่เรื่องจริง คือแค่พอเดินเข้าไปก็มีแต่จุดเรียกร้องสตางค์จนตาลายไปหมด เราก็เลยรีบแปะลูกนิมิตให้เสร็จ ทำบุญเท่าที่ตั้งใจมา แล้วก็กลับเลย ไม่ดูแล้วรูปปั้นนรก สวรรค์ เพราะรู้สึกว่าเห็นของจริงแล้วเมื่อกี้ อิอิ ก็ขับรถกลับ

ไปห้างฯแวะจ่ายค่ามือถือแล้วก็ซื้อแชมพูครีมนวดร้านGreen line พอดีหิว ก็เกือบแล้วนะ เกือบจะยาโยอิเป็นครั้งที่สองร้อยยี่สิบแปด แต่พอดีเดินผ่านร้าน Mr.Meng อ่านว่ามิสเตอร์เหม่ง เอ๊ย มิสเตอร์เม้ง เอ๊ยม่ายช่าย มิสเตอร์เหม็ง ก็เลยลองเปลี่ยนมาร้านนี้บ้าง เข้าไปนั่ง รู้สึกแว่บแรก ไฟมันตกรึไงวะ อิอิ สลัวมาก upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง แต่พอได้ที่นั่ง ปรับสายตาสักแป๊บก็เข้าสู่Mode ปกติ ก็อ่านเมนู เออ..ราคามันยุติธรรมดีว่ะ ไม่แพง ติ่มซำนี่ถูกมาก เราเลือกเมนูอยู่สี่สิบห้านาที อิอิ ไม่เลย แค่สองนาทีอ่ะ เพราะสนใจเมนูใหม่ที่เค้าแนะนำ บะหมี่ปูนิ่มผัดซอสเอ็กซ์โอ ชามละ98บาท พอๆกับราคาโซเม็งเทปุระ ของยาโยอิเลย ก็สั่งมาลองกินดู

นั่นไงมาแล้ว ใส่ชามหม้อดินคลาสสิกมาก บะหมี่เป็นแบบเส้นแบน (เราไม่ค่อยชอบเส้นแบนหรอกจะว่าไป แต่ก็กินดู ) มีปูนิ่มชุบแป้งบางๆนิดๆทอดทั้งตัว ราดซอสเอ็กซ์โอแดงๆ ซอสก็มากพอจะคลุกเส้นบะหมี่ได้ทั่วถึง ในชามยังมีผักกวางเรนเดียร์ อิอิ กวางตุ้ง ลวกแนบมาให้ 4-5ก้าน หลังจากกินไปสองสามนาทีก็พอสรุปได้ว่าอร่อยใช้ได้ ปูนิ่มอาจจะออกเค็มนำไปนิด แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ไตวายเฉียบพลัน คุณภาพปูก็สดด้วยนะ ให้มา1ตัวเลยเต็มๆ เราว่าคนชื่อเหม็งนี่เค้ายุติธรรมกับลูกค้าดีนะ เราลองสั่งหอยจ๊อปู(ติ่มซำ) มาอีก1อย่าง ก็ให้แปลกใจนะ เพราะราคาแค่ประมาณยี่สิบกลับได้กินหอยจ๊อปูที่มีเนื้อปูพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ใช่อย่างที่เราคิดตอนแรกว่าราคาแค่นี้คงมาแบบซังกะตายแหละ แต่ไม่เลย ให้มาสามชิ้นทอดกำลังดี จิ้มกับน้ำจิ้มบ๊วย อร่อย....

หลังจากใช้ชีวิตเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์กับยาโยอิมานาน สงสัยวันนี้ต้องประกาศความเป็นไทซะแระ เพราะร้านมิสเตอร์เหม็งยังมีเมนูอร่อยสุดคุ้มอย่างนี้อีกเพียบ อย่างบะหมี่ผัดหอยเชลส์ ก็ราคาประมาณ 60กว่าบาทเอง วันหน้าต้องมาลอง ใครจะไปด้วยยกมือขึ้น!! เอาตังค์ติดไปด้วยล่ะ ชวนเฉยๆเปล่าเลี้ยงนะ ขอบอก อิอิ....

จะเล่าให้ฟัง.....

noop @ 23:44

หายไปพักนึง บล็อกนิ่งไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรเลยทั้งๆที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะนะตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ตอนนั้นบรรยากาศการเมืองและบรรยากาศใจทำให้เรารู้สึกเหนื่อยหน่ายยังไงบอกไม่ถูก โปรแกรมที่วาดไว้ว่าจะไปนู่นไปนี่ไปมันให้ไกลๆกรุงเทพฯ ก็ลดดีกรีลงมาแค่ที่ใกล้ๆอย่างสมุทรปราการ แล้วก็ไปวัดบ้าง ไปเยี่ยมญาติ ตจว.บ้าง ยิ่งหยุดยาวก็ยิ่งเปลือง ใช้ตังค์ค่อนข้างเยอะเพราะวันไหนที่ไม่มีโปรแกรมเราก็ไปสิงอยู่ในห้างฯ อิอิ สิงตามเสา บ้าดิ่ เข้าร้านหนังสือโว้ย แต่ไม่มีเล่มไหนโดนใจซักกะเล่ม เลยว่าจะกลับมาเขียนเอง อิอิ ซื้อหนังมาดูด้วยเรื่องนึง MAX PAYNE (แม็กซ์ เพย์น) เก่าแล้วหล่ะ แต่ชอบพระเอกหน้าตามันดูคิดมากดี เลยซื้อมา ก็..อ่ะนะ ซื้อเพราะความหล่อหน้าปกมันจะไปสนุกอะไรล่ะ ดูไปงั้นๆแหละ มันเป็นการ์ตูนเอามาสร้างเป็นหนังอะไรประมาณนั้น

ที่ว่าเปลืองเพราะเรื่องกินอ่ะอันดับแรก ก็ยังไปกินโออิชิ กับยาโยอิบ่อยเหมือนเดิม กลัวยอดขายเค้าตก อิอิ เปลืองนะ.. แต่ชอบกินอ่ะ แล้วก็ซื้อของโน่นนี่ เออ ใช่เอารถไปเช็คระยะที่ศูนย์ด้วยมิน่าล่ะ ทำไมตังค์หมดไปเยอะ เออ เราซื้อโดนัทของติ๊ก ชิโร่ มาลองกินด้วยนะ ก็ไม่หวานจริงๆตามที่เค้าโฆษณาแหละว่าน้ำตาลน้อย เพื่อสุขภาพนะอย่าไปคิดว่าพี่ติ๊กแกงกน้ำตาลหล่ะ

แต่ถึงจะหยุดยังไง เราก็ยังเอางานมาทำอยู่ดี ไม่มีอะไรมากเช็คยอดบัญชีของลูกค้าอ่ะ แล้วก็สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะเคลียร์ข้าวของที่มันเกะกะหน้าบ้าน กับระเบียงบ้านอีกฝั่งนึงออกซะที จะได้ล้างระเบียงด้วย คือระเบียงมันปูกระเบื้องแล้วก็มีที่นั่งรอบระเบียงไง พอของมันรกมากๆเข้าที่นั่งก็เลยนั่งไม่ได้ กลายเป็นที่วางของ พอมีวันหยุดหลายวันเราเลยมีกำลังใจเคลียร์ของออกหมด เหนื่อยเหมือนกันเพราะอากาศช่วงนั้นร้อนมากๆเลย ถูระเบียงด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ แล้วเอาสายยางฉีด เอาไม้กวาดพลาสติกกวาดน้ำออกไป ก็สะอาดขึ้นทันตาเห็น พอแห้งปั๊บก็นั่งเลย อิอิ หลังจากไม่ได้นั่งรับลม(และแดด)ตรงนี้มานานแระupload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

06/04/2009 GMT 7

One fine day ....

noop @ 21:37

...กลับมาจากธุระข้างนอก ก็มานั่งทำงานต่อที่บ้าน เป็นงานของลูกค้าคนนึงที่เราดูแลอยู่ แปลกดี..เหมือนเราไม่มั่นใจตัวเองเลยเวลาที่ต้องพูดแบบมองตากับลูกค้าคนนี้ รู้สึกอาย อืม เป็นบ้าไรวะ ทำยังกับตัวเองสวยซะเต็มประดา...

...ตอนที่นั่งทำงานก็เปิดเพลงฟัง เจอเพลงนี้ DREAMS ของวง VAN HALEN เราเคยซื้อเทปมาฟังสมัยยังเรียนอยู่ อิอิ ไม่ได้ซื้อซีดี เพราะแผ่นตั้งเกือบห้าร้อยอ่ะตอนนั้น(ลิขสิทธิ์) ที่เราซื้อเทปเพราะอยากได้เนื้อเพลงนี้ เคยแปลตอนฟังจากรายการวิทยุแล้วไม่แน่ใจว่าถูกรึเปล่า และก็อยากร้องเป็นด้วย เลยซื้อมา ก็ไม่ผิดหวังเลย มันเป็นแนวให้กำลังใจที่ฟังแล้วฮึกเหิมจนอยากจะเข้าตีเมืองเขมรซะจริงๆ ป่าวหรอกแค่ได้กำลังใจขึ้นมาเท่านั้นแหละ
มีตอนนึงมันร้องว่า...

Standin' on broken dreams
Never losin' sight
Well just spread your wings

We'll get higher and higher
Straight up we'll climb
We'll get higher and higher
Leave it all behind

So baby dry your eyes
Save all the tears you've cried
Oh, that's what dreams are made of
'Cause we belong in a world that must be strong
Oh, that's what dreams are made of.....

กินที่นั่นที่นี่....

noop @ 20:23

.....สงสัยต้องเริ่มด้วยเรื่องอาหารการกินอีกแระ อิอิ คือจะบอกว่าระยะนี้เราคงจะมีลาภปากมั้ง เพราะเมื่อเย็นวันเสาร์นัดรวมญาติกรุ๊ปเล็กๆกัน แล้วเค้าก็เลี้ยงโออิชิ บุฟเฟ่ต์อ่ะ แต่เพราะไม่ได้รู้ตัวล่วงหน้า ตอนบ่ายโมงเราเลยออกไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือ กินไป3ชาม กลับมาบ้านนั่งเล่นสักพักอยากกินมาม่ารสซุปไก่ เลยไปหยิบมาต้มกินอีก1ห่อ กินนมไปอีกกล่องนึง แล้วอีกแค่ไม่ถึงชั่วโมงพี่สาวโทรมาบอกว่าไปรวมญาติกัน กินบุฟเฟ่ต์อีก อิอิ แปลกมาก ตอนแรกนึกว่าคงกินไม่คุ้มหรอกวันนี้เพราะกินก๋วยเตี๋ยวมาแล้ว แต่...เมื่อคนเราต้องเข้าไปร่วมอยู่ในบรรยากาศที่มีแต่คนถือตะเกียบ ก็อ่ะนะ.. ต้องกินนนนนน แถมเรายังว่าเป็นมื้อที่กินดุเด็ดมาก โดยเฉพาะปลาดิบ นี่ถ้าเอาเนื้อมันมาเรียงกลับไปเป็นตัวใหม่ คาดว่าคงมีแซลมอนว่ายเล่นในท้องเราไม่ต่ำกว่าสามสี่ชีวิต อิอิ ฮือๆ สงสารมัน แล้วยังมีปลาหมึก ปลาดอรี่ รังนก ปูอัด ฯลฯ

.....จะบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่นานก็เพิ่งไปกินยาโยอิมา 2 ครั้ง เราชอบโซเม็งเทมปุระมากๆเลย ชอบหมดทั้งเส้นทั้งน้ำซุป ห๊อมหอม แต่อันนี้จ่ายเอง ไม่มีใครเลี้ยง แต่มาวันนี้สิ ด้วยความที่เป็นวันจักรีออฟฟิศปิดไม่ต้องไปทำงาน แต่เมื่อวันอาทิตย์ก็ไปทำเหมือนเดิมนะ เนี่ยวันนี้ญาติเรามาแวะที่บ้านจะไปเยี่ยมพ่อเรา ก็ให้เราขับรถนำทางไป ก็ไปอยู่บ้านพ่อประมาณชั่วโมงนึง ฝนทำท่าจะตก ลมพัดแรงมาก ญาติต้องเดินทางไปตจว ต่อ ก็เลยลาพ่อ แล้วเราก็ขับนำเค้าไป เพราะจังหวัดที่ญาติเราจะไปอ่ะเค้าไม่ชินทาง แต่เราไปบ่อยกว่าเลยนำไป ด้วยความที่ป้ายบอกทางมันไม่ค่อยมี ฝนก็ตกกระหน่ำตลอด ถ้าปล่อยเค้าขับไปเองต้องงงแน่ๆ เราเลยขับนำเค้ามาไกลกว่าที่ตั้งใจไว้ จนประมาณเที่ยงๆ ฝนก็หยุดแระเค้าก็เลยบอกเราว่าแวะหาที่กินข้าวก่อนเหอะ ก็อ่ะนะ... ได้กินฟรีมื้อนึง แต่เรากินนิดเดียวเพราะเกรงใจเค้า ตั้งใจว่าจะขับมาส่งแค่นั้นจริงๆ ก็ไม่แพงมื้อนั้น เพราะเป็นร้านข้างๆทางตาม ตจว แต่เราก็เลือกที่มันดูดีหน่อยแหละ ก็พาเค้าไป แถมเราจอดรถโง่มาก เพราะดูไม่ออกว่าร้านมันให้จอดตรงไหนวะ อิอิ ก็อายเลยอ่ะ ต้องถอยกลับมาจอดใหม่ กินข้าวเสร็จก็บ๊ายบายกัน อิจฉาเค้าเหมือนกันเค้าไปเที่ยวกันต่อ แต่เราต้องไปทำงานวันรุ่งขึ้น เซ็งอ่ะ

.....ขากลับฝนตกอีก เออ วันนี้แม่เพื่อนโทรมาหาแต่เช้า แม่ไม่ค่อยสบายใจ ก็เลยคุยกับแม่ปลอบใจเค้าบ้าง แบบพยายามพูดแนวธรรมะเพราะถ้าพูดไปตามใจตามอารมณ์ มันจะไม่ค่อยมีสาระอ่ะเรา รู้ตัว กลับมาถึง กทม ก็แวะซื้อของให้เพื่อนคนนี้แหละ พอดีเพื่อนไม่สบาย แล้วก็โทรหาเพื่อนอีกคนนึง ที่ตอนแรกนัดกัน เพราะเค้ามาจากใต้ มาสอบที่กทม. ว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน แต่ด้วยอะไรหลายอย่าง เวลาด้วยไม่ลงตัว เลยบอกเพื่อน เพื่อนก็ไม่ว่าอะไร พอดีเพื่อนมีคดีต้องรีบไปทำเพื่อนเลยกลับไปวันนี้เลย ไว้ครั้งหน้าคงมีโอกาสได้เจอกันนะ.....

01/04/2009 GMT 7

มิตรในเรือนใจ...

noop @ 22:21

...จริงอยู่ เวลาเราสุขเราอาจจะรู้สึกว่ามีคนร่วมสุขกับเรา มีคนหัวเราะร่วมกับเรา แต่พอเราทุกข์ เราจะรู้สึกเลยว่าเราต้องทุกข์คนเดียว ไม่มีใครสามารถหยั่งถึงกันบึ้งแห่งความทุกข์เราได้

...เมื่อเวลาประสบความพลัดพรากสูญเสียคนรัก ไม่มีใครที่จะเข้าใจหรือรู้ซึ้งถึงความเศร้าโศกเสียใจของเราได้ เพื่อนๆหรือคนคุ้นเคยเขาอาจจะบอกว่าอย่าเสียใจไปเลย ความพลัดพรากสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็อดนึกในใจไม่ได้ว่า ก็เธอไม่ได้เจออย่างฉันนี่ ถึงพูดได้ ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะคนที่แนะนำให้เรารู้จักปล่อยวาง ถึงเวลาเขาพลัดพรากสูญเสียคนรักบ้าง เขาก็ทุกข์เหมือนกัน กลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับเหมือนกัน ปล่อยวางไม่ได้เลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะความทุกข์นั้นเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว มีแต่ผู้นั้นเท่านั้นแหละที่จะแก้ไขได้ ที่เหลือนั้นก็เป็นเพียงแค่ผู้ช่วย

...ถ้าเราทุกข์ ความทุกข์ก็เป็นของเราคนเดียว ไม่มีใครสามารถรับเอาความทุกข์ไปจากเราได้ แม้ว่า พ่อ แม่ ลูก คนรัก อยากจะแบกความทุกข์ของเราไปเป็นของเขา ก็ไม่ได้ช่วยให้เราทุกข์น้อยลงเลย เพราะว่าชีวิตของใครก็เป็นของเขา ถึงที่สุดแล้วเรามาคนเดียวเราก็ไปคนเดียว เพราะฉะนั้นไม่มีที่พึ่งอะไรที่ดีกว่าตัวเราเอง...

บางตอนที่อ่านปลอบใจตัวเอง จากหนังสือ "มิตรในเรือนใจ" พระไพศาล วิสาโล

แขวนนวม....

noop @ 20:38

....นั่งอยู่บนเตียง กับโน้ตบุ๊คเครื่องเดิม ปัญหาไรท์เพลงลงCD แล้วมีเสียงก๊อบแก๊บช่วงท้ายๆแผ่น ก็ลองแก้ด้วยการเปลี่ยนโปรแกรมไรท์ดู ก็ดีขึ้นมาหน่อยนึง คือมันยังไม่หายไปแต่แค่ดีขึ้น ตอนแรกเราก็ไรท์ด้วยReal player มั่ง Window Media มั่ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้โปรแกรม CD BurnerXP ไปโหลดจากเว็บอะไรไม่รู้ ก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็คงต้องหาทางแก้ไขให้เสียงก๊อบแก๊บหายไปให้หมด ไม่รู้จะถึงขั้นต้องเปลี่ยนทั้งDrive เลยรึเปล่า ไม่อยากเสียตังค์เลย

....ช่วงนี้หมดกำลังใจ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องในครอบครัว เรื่องงานบ้าบอ ตำแหน่งใหม่โคตรเหนื่อย ลูกค้าเจ้าปัญหา โปรเจ็คท์ที่จะไปไม่รอด และยังมีเรื่องแฟน คุณฐิตินาถเคยพูดว่าเวลาเรามีปัญหา มันจะไม่มาแค่เพียงเรื่องเดียวหรอก แต่มันจะเข้ามาพร้อมกันทุกเรื่อง จนเราแทบจะหายใจไม่ออก

....เรื่องเก่ายังแก้ไม่ได้สักเรื่อง วันนี้เรื่องใหม่เข้ามาอีกแล้ว ตารางงานในอีกสองสามอาทิตย์ข้างหน้าทำเจ็ดวันเต็มไม่มีวันหยุด อืมม.. เคยมั้ย เวลาท้อ เล่าให้เพื่อนสนิทฟังแล้ว มันก็ยังไม่ได้พลังใจเท่ากับเล่าให้คนที่รักฟัง ใช่.. เราอยากโทรหาต้นข้าว มันเหมือนกับว่าขอแค่ได้ยินเสียง ก็ทำให้เรามีกำลังใจมากพอแล้วที่จะต่อสู้กับปัญหา แต่.. เราจะโทรยังไงล่ะ จะเอาเหตุผลอะไรไปขอให้เค้ารับฟังเรื่องของเรา เหตุผลอะไร?

22/03/2009 GMT 7

เรื่องสืบเนื่อง...

noop @ 00:14

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

.....แปลกแต่จริงแหละ ที่เคยเล่าให้ฟังว่าแถวบ้านเราหนวกหูเสียงพวกเตะบอล จนอยากจะย้ายบ้านหนี แต่หลายวันมานี่กลับไม่มีใครมาเตะบอลตอนดึกๆเลยแฮะ งงนะ ที่อยู่ๆก็หายกันไปหมด แต่ก็ดี ทุกอย่างกลับไปสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง แต่ถึงจะไม่มีเตะบอล วันนี้เราก็อดจะไปตระเวนดูบ้านไม่ได้ มันเหมือนใจยังอยากจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่อีกอ่ะ คือยังไม่รู้ว่ามันจะเงียบอย่างนี้ไปได้อีกกี่วัน ก็เลยไปหาดูบ้านที่ทำเลสงบๆ แต่ด้วยความที่ออกไปช่วงบ่ายแล้ว เลยได้ดูแค่2ที่ หมู่บ้านพร้อมพัฒน์ กับ สิริยา ดูเสร็จชอบมาก ก็เก็บเอามาปลงต่อ อิอิ แหม๋... ผ่อนคนเดียวมันไม่ไหวนี่นะ คนช่วยผ่อนยังไม่มี มีแต่คนยืมเงิน อิอิ ก็เลยปลงไปก่อน

....เสร็จจากดูบ้านเกือบๆจะหกโมงเย็น ก็ไปกินโออิชิ บุฟเฟต์ ไม่ได้รวยอะไรนะ พอดีมีคนเลี้ยง อืมม มันช่างเป็นวันที่น่าจดจำอะไรเช่นนี้ คือเรากินเยอะมากเลย ทุเรศจริงๆ อิอิ ปลาดิบ+ปูอัดประมาณ 3จาน เห็ดเข็มทองผัดเนย 1จาน สเต๊กโฮลเดอร์ เอ๊ย สเต๊กปลา+ปลาหมึก 1จาน ปลาดอริ่งนึ่งมะนาว 1จาน มิโซะซุป1ถ้วย มะเขือญี่ปุ่นยำ 1ถ้วยเล็ก ปลาหมึกอะไรไม่รู้ใส่มากับสาหร่าย 1ถ้วยเล็ก ปอเปี๊ยะกุ้ง 3อัน เค้กช๊อคโกแลตครีม 2ชิ้น บลูเบอรี่ชีสเค้ก 1ชิ้น แตงโม2ชิ้น และน้ำ2แก้ว เอร่อออออ อิอิ เสียงเรอเราเอง..

.....ก่อนกลับก็แวะไปเอารูป คือเมื่อเดือนที่แล้วเราเคยไปซื้อเครื่องสำอางค์ชิ้นนึงที่ห้างฯแล้วเค้ามีคูปองถ่ายรูปทำปฎิทินฟรี เราก็ไปถ่ายมา เนี่ยพอมีเวลาว่างวันนี้ก็เลยไปเอา ระหว่างเค้าค้นรูปให้ เห็นรูปของคนอื่น ถ่ายซะสวยเชีย แต่พอเห็นของเรา โอว ทำไมมันดูใกล้ฝั่ง(แก่) ยังงี้วะ ตอนแรกคิดว่าถ้าได้มาก็จะเอาไปใส่กรอบ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแระ เอาไปติดใบสมัครบ้านบางแคคงจะเหมาะกว่า

15/03/2009 GMT 7

ฝึกใจไม่พอ...(ต่อ)

noop @ 23:56

....หลังจากต้นข้าวบอกว่ายืมตังค์ เราก็ตอบไปอย่างหมดแรงว่า “อืม ดีใจที่ได้ยิน” ต้นข้าวพูดอะไรอีกไม่รู้ เราไม่มีใจจะฟัง ถามต่อไปเลยว่า อ่านเมลเรารึยัง เหมือนเดิม.. สไตล์การตอบของเค้าประโยคแรกต้องฟอร์มก่อน“ยังเลย” แล้วค่อยบอกว่า “ใครน้อยใจ ประชดอะไรไม่รู้ ตั้งหน้ากระดาษนึงแน่ะ” พูดประมาณนี้ซ้ำสองหน เราก็เลยบอกไปว่า นั่นคือความรู้สึกจริงๆ ไม่ได้ประชด เราอยากให้คนอื่นมาดูแลต้นข้าวแทนเรา พอเราจะพูดต่อ ต้นข้าวก็บอกไม่อยากฟังแล้ว แค่นี้นะ แล้วก็วางหูไปเลยแบบที่ชอบทำ

....ไม่มีความรู้สึกอยากโทรกลับอีกแล้วสำหรับเรา เหนื่อย... พยายามนึกอย่างเดียวตอนนั้นว่าตั้งสมาธิขับรถก่อน เพราะมันสำคัญที่สุดในตอนนี้ โชคดีที่วันนี้รถบรรทุกมีน้อย ขับไม่ค่อยยาก แต่ก็มีจังหวะนึง CRV มาอย่างเร็วจ่อข้างหลังเราแล้วพยายามจะแซง บอกแล้วว่าถนนมืดไม่มีไฟอย่างนี้มันกะระยะยาก บางทีถนนก็เป็นโค้ง ดูยากมาก ปรากฎว่ามันแซงไปได้แค่ครึ่งนึง แต่ดูแล้วไม่พ้นแน่ๆ รถที่สวนมามันก็เร็ว CRV มันเลยรีบเบรคกลับมาอยู่หลังเราใหม่ แล้วค่อยแซงอีกที เฮ้อออ.. เราถอนใจโล่งอกแทนมัน

....กลับมาถึงบ้านแบบหมดแรง หมดใจ ข้าวปลาไม่ต้องกินมันล่ะ เปิดเน็ทอยากคุยกับใครสักคน อยากพูด อยากระบาย เจอน้องวิศวะคนเดิม ก็คุยให้น้องฟัง พอดีน้องเคยรู้เรื่องต้นข้าวมาบ้าง เลยค่อนข้างเข้าใจ ก็ขอบคุณน้องด้วยนะ

....ยังไม่รู้เลยว่า จะทำยังไงต่อไป ต้นข้าวรู้แล้วว่าเราขอเลิก แล้วทำไมต้องโทรมายืม ต้นข้าวเคยขอยืมไปวิ่งตำแหน่งนะแต่เราก็ไม่เคยให้ เราเองบอกเลิกเค้า แต่พอเค้าโทรมา ก็อดจะรับสายไม่ได้ อยากได้ยินเสียงน่ะใช่แน่ๆส่วนหนึ่ง อีกส่วนคืออยากรู้ว่าต้นข้าวอ่านเมลแล้วรึยัง เรากลัวจัง เพราะเราเป็นฝ่ายที่ยังรัก ถึงจะตัดใจบอกเลิกไปได้ แต่ถ้าใจมันยังมีเยื่อใย สงสารเค้าอยู่ มันก็เหมือนเป็นช่องทางเปิดรับความเจ็บปวดให้ผ่านเข้ามาได้อีก ทำไมเราถึงสงสารเค้านะ เราคงเชื่อจริงๆว่าเค้าลำบาก วันนี้เราทำใจไม่ได้เลย เราเครียดจัง....

ฝึกใจไม่พอ...

noop @ 23:55

....ไปทำงานตจว เหมือนเคย แต่วันนี้ห่วยมาก เพราะเตรียมตัวมาน้อย ก่อนหน้านี้มีเรื่องวุ่นๆใจเกี่ยวกับโปรเจ็คท์นึงที่เรากำลังหาข้อมูลอยู่ พอดีมันเป็นงานชิ้นใหม่ เราเลยค่อนข้างคิดมากกับมัน ทำให้กระทบงานเดิมที่ทำอยู่ เหมือนสมองไม่ไบรท์ เลยแสดงความโหลยโท่ยออกมาให้เห็นที่ผลงานด้วย ไม่รู้ลูกค้ารู้สึกไงมั่ง คิดว่า ความเชื่อมั่นเค้าคงลดลง อืมม.. ก็เราเองทำตัวเอง

....นึกๆอยู่เหมือนกันว่าทำไมวันนี้ฟอร์มหลุดไปเยอะ ความจริงถึงจะเตรียมข้อมูลมาน้อยแต่ก็ไม่เคยพลาดขนาดนี้ นั่งทำงานแบบไม่สบายใจจนถึงช่วงเย็นๆ กำลังพรีเซ้นท์งานอยู่ มือถือก็ดังขึ้นมา รีบควานหาในกระเป๋า พอเห็นชื่อที่หน้าจอ ก็....ตกใจ ดีใจ คือตกใจก่อนแล้วค่อยรู้สึกดีใจตามมา พูดอย่างนี้คงเดาออกนะว่าใครโทร อืมม ต้นข้าว เค้าโทรมาแต่เรายังไม่เสร็จงาน เลยบอกว่าเลิกงานแล้วจะโทรกลับ

...ประมาณทุ่มนึง ขับรถออกจากออฟฟิศกลับกรุงเทพฯ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับไปหาต้นข้าว ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเค้ามีอะไร แล้วก็.. ไม่รู้เค้าได้อ่านเมลบอกเลิกที่เราส่งไปรึยัง เพราะตั้งแต่วันที่ส่งไป ก็อาทิตย์นึงแล้วที่เราไม่เคยติดต่อไปหาต้นข้าวอีกเลย ก็อยากจะรู้ ปรากฎว่าพอต้นข้าวรับสาย คุยได้แป๊บเดียวต้นข้าวก็บอกจุดประสงค์ทันที “โทรมายืมตังค์ ไม่มีตังค์ใช้” เราฟังแล้วหมดแรง ได้แต่ถอนหายใจ ยิ้มกับตัวเอง นึกสะท้อนใจยังไงบอกไม่ถูก คือเหตุการณ์ขณะนั้น เรากำลังขับรถกลับบ้านบนถนนเปลี่ยวๆสายนึงในอำเภอห่างไกล ทั้งมืด ทั้งอันตราย จะเกิดอะไรขึ้นบนท้องถนนก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ก็ต้องอดทนทำไปเพราะเป็นงาน ในขณะที่ต้นข้าว ไม่เคยแม้แต่จะถามเราสักคำว่าทำอะไรอยู่ มีแต่คำพูดสั้นๆห้วนๆบอกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการอยากจะได้เท่านั้น เรายิ้ม... แต่ก็เป็นยิ้มที่ฝืนเต็มที เพราะจริงๆแล้วใจมันตะโกนสั่งว่าร้องไห้เถอะ แต่มันก็กลับทำไม่ได้ ร้องออกมาไม่ได้ ไม่มีแรงพอที่จะร้องเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกบีบคั้นนั้นออกมา

07/03/2009 GMT 7

CRY NO MORE......

noop @ 20:13

....อาทิตย์ที่แล้วต้นข้าวโทรมาหา ดีใจมากๆ ไม่คิดว่าเค้าจะโทรมา ก็คุยกัน ต้นข้าวได้รับขนมแล้ว บอกว่าอร่อย ขอบคุณเราด้วย เรารู้สึกดีใจนะ เพราะหลังจากวันที่ส่งขนมเคยโทรไปครั้งนึงแล้ว
ต้นข้าวปิดมือถือ ปิดทั้งวันเหมือนจงใจ เราก็คิดว่าวันนั้นคงสิ้นสุดกันทุกอย่าง ตัดสินใจไม่โทรหาต้นข้าวอีก แต่พอต้นข้าวโทรมา ก็นะ... กลับไปดีเหมือนเดิม ตอนที่คุยกันต้นข้าวดูเสียงเหงาๆ แต่ก็ยังคุยกับเราเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้เรื่อยๆ เราบอกว่าเราคิดถึงต้นข้าวนะ ต้นข้าวก็พูดเหมือนเดิมว่าคิดถึงก็มาอยู่ด้วยกันสิ ต้นข้าวถามเราเรื่องงานบ้าง อะไรบ้าง แล้วต้นข้าวบอกว่าขายโน๊ตบุ๊คไปแล้ว เพราะไม่มีตังค์ใช้ สงสารต้นข้าวนะ เราก็เลยบอกข่าวดีว่า มีช่วงนึงเราต้องไปทำงานที่จังหวัดของต้นข้าว ต้นข้าวจะได้ไม่ต้องมาหาที่กรุงเทพฯอีก ก็รู้สึกว่าต้นข้าวดีใจนะ...

upload bluegy อัพโหลด รูป file เพลง

....จนคืนวันนั้น เราอยากคุยกับต้นข้าวอีก ก็โทรไป เพราะนึกว่าต้นข้าวคงไม่เครียดแล้ว หลังจากย้ายไปตำแหน่งใหม่ งานใหม่ที่สบายใจกว่าเดิม ต้นข้าวบอกว่างั้น เราก็เลยโทรไปหา คุยกันแรกๆดี แต่หลังๆ ก็เหมือนเดิม ต้นข้าวเอาแต่ใจ นึกอยากพูดอะไรก็พูดเหมือนเดิม อยู่ๆก็วางสายไม่นึกถึงใจเรา น้อยใจอยู่แป๊บนึง จนกินข้าวกินปลาอะไรเสร็จก็เปิดเน็ท พิมพ์เมล....

....ตัดสินใจคืนนั้นว่า จบกันทุกอย่าง เรากับต้นข้าว เรานั่งพิมพ์เมลถึงต้นข้าว ไม่อยากใช้โทรศัพท์ เพราะต้นข้าวคงไม่รับสายแน่ๆ จำได้ว่าตอนที่พิมพ์เรามีสมาธิดีมากๆ ไม่โกรธ ไม่ขุ่นมัว ตรงกันข้าม กลับรู้สึกมีแต่ความรักให้กับผู้ชายคนนี้จริงๆ อยากให้ต้นข้าวมีความสุข อยากให้เค้าทำในสิ่งที่ถูกต้องกับคนใหม่ที่จะเข้ามา ไม่รู้สิ มันเป็นเมลอำลาที่เรากลั่นมาจากหัวใจจริงๆ พิมพ์เสร็จก็ดึกมากแล้ว กดส่ง.. ถอนหายใจเบาๆ นับจากวันนี้ จะไม่มีผู้หญิงคนนี้อยู่เป็นเพื่อนคอยดูแลอีกแล้วนะคะต้นข้าว....

L.A. GUNS cry no more
Uploaded by vincerocks

ติดต่อผู้สร้าง | กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี